<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971</id><updated>2012-02-01T23:10:32.072-08:00</updated><category term='ปวดฟัน'/><category term='Orthodontist'/><category term='แปรงสีฟัน'/><category term='ทำฟัน'/><category term='ดัดฟัน'/><category term='Dental Floss'/><category term='ไม้จิ้มฟัน'/><category term='คลินิคจัดฟัน'/><category term='ทันตกรรมจัดฟัน'/><category term='จัดฟัน'/><category term='หมอฟัน'/><category term='ฟันคุด'/><category term='Dental Fross'/><category term='ทันตแพทย์'/><title type='text'>JudFun - ทุกเรื่องราวในวงการจัดฟัน ค่าใช้จ่าย Damon-Implant</title><subtitle type='html'>JudFun:ทุกเรื่องราวในวงการจัดฟันDamon คลินิกจัดฟัน ยางแยกฟัน retainner การสบจัดฟัน ลวดจัดฟัน ดัดฟัน ปวดฟัน หมอฟัน ทันตแพทย์  ทำฟัน รูปหน้า ฟันปลอม ค่าจัดฟัน ฟัน เด็ก ค่าทำฟัน ลิ้น กับ แปรงสีฟัน วิธีแปรงฟัน ยาสีฟัน ฟันผุ ฟลูออไรด์ น้ำยาบ้วนปาก เหงือกอักเสบ แฟชั่น แบบใส หมอจุฬา ค่า ทำฟัน รักษา คลินิค คลีนิก คลีนิค othodontic dental implants price รากฟัน ทำรากเทียม  เลเซอร์ ฟอก สี ฟัน วิธี การ ฟอก สี ฟัน สุขภาพฟัน เกมถอนฟัน ลิ้น  ถอน กราม Lingual braces Invisalign บวม ร่น อักเสบ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://judfun.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>214</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-6085973605695822487</id><published>2010-03-01T10:50:00.000-08:00</published><updated>2010-03-01T10:54:53.864-08:00</updated><title type='text'>ตกขาวมีกลิ่น กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว ตกขาวมีอาการคัน ควรทำอย่างไรดี?</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาวมีกลิ่นเสี่ยง&lt;/a&gt; “เชื้อราในช่องคลอด” ควรทำอย่างไรดี?&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;ตกขาว มีกลิ่น ช่องคลอดไม่กระชับ&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;นี้ เป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายปีที่เกิดขึ้จริงกับดิฉัน ที่เป็นๆ หายๆ สร้างความรำคาญมาจนสุดท้ายต้องทะเลาะกับแฟนเพราะไม่เข้าใจกัน ต่างคนก็คิดว่า อีกคนไปทำอะไรมา ถึงเกิดปัญหานี้ขึ้นแต่ ต่างฝ่ายก็ไม่กล้าที่จะถามถึงสิ่งที่มันคาใจเพราะเราก็มีความรักให้กัน และอยู่ด้วยกันทุกวันแล้ว &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาวมีกลิ่น&lt;/a&gt; มันมาได้ยังไง?&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;เชื้อ ราในช่องคลอด ไม่ใช่โรคร้ายแรง เพียงแต่ทำให้มีอาการคัน ทำให้รำคาญและทำลายบุคลิกภาพเท่านั้น ไม่มีความรุนแรงจนทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นอันตรายต่อรังไข่ โพรงมดลูก หรืออุ้งเชิงกรานได้&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a href="http://www.plazathai.com/uppic/72/ec0475bdeec8cbcfc571079c5d1c8972.gif" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img alt="http://www.plazathai.com/uppic/72/ec0475bdeec8cbcfc571079c5d1c8972.gif" border="0" height="200" src="http://www.plazathai.com/uppic/72/ec0475bdeec8cbcfc571079c5d1c8972.gif" width="141" /&gt;&lt;/a&gt;เชื้อราในช่องคลอดเป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในคนที่มาตรวจภายใน จะพบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 10-30% ส่วนผู้หญิงปกติพบได้ประมาณ 10% และยังพบว่าคนที่ไม่มีอาการใดๆ เมื่อตรวจภายในบางรายก็พบว่ามีเชื้อราในช่องคลอดแอบแฝงอยู่ มีทั้ง&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_3452.html"&gt;เชื้อรา&lt;/a&gt;ที่ไม่แสดงอาการคือเมื่อตรวจจะพบว่าภายในช่องคลอดมีเชื้อรา ส่วนใหญ่ 80-90% เป็นสายพันธุ์ Candida Albicans และแบบที่แสดงอาการอย่างชัดเจน จนทำให้ต้องไปพบแพทย์ในที่สุด&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;อาการ ที่แสดงออก เมื่อเกิดเชื้อราในช่องคลอดขึ้น คือ &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาวมีกลิ่นและอาการคัน&lt;/a&gt; โดยตกขาวมีกลิ่นที่เกิดจากเชื้อราจะต่างจากตกขาวที่เกิดจากธรรมชาติ โดยจะมีสีขาวหรือเหลืองและเป็นก้อนคล้ายนมบูด หรือแป้ง โดยช่องคลอดจะเกิดการระคายเคืองจนทำให้คันยิบๆ จนแทบทนไม่ได้ คนที่มีอาการรุนแรงมากจะคันมาถึงบริเวณขาหนีบและมีอาการแสบ แดง และระคายเคืองอย่างรุนแรงได้&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ข้อ ที่ผู้หญิงพึงต้องสังเกตอีกอย่างคือ อาการตกขาวมีกลิ่น หากเกิดขึ้นแบบผิดปกติ เช่น มีสีที่แปลกไป เหลือง เขียว เป็นฟอง หรือมีกลิ่นผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น มีเลือดออก มีอาการปวดท้องแบบผิดปกติควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ เพราะอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือสาเหตุอื่นที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;สาเหตุ&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาวมีกลิ่น&lt;/a&gt; อาจมาจากการติดเชื้อรา เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งชุดชั้นในที่มีเชื้อรา เกิดจากการตากในที่อับชื้นหรือไม่โดนแสงแดด โดยเฉพาะผ้าไนลอนจะสามารถเกิดเชื้อราได้ง่าย ควรเลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้ายเพราะระบายความอับชื้นได้ดีกว่า การใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปมากๆ หรือการใส่สเตย์เพื่อกระชับรูปร่าง ทำให้เกิดความอับชื้นในจุดซ่อนเร้น โดยเฉพาะคนที่มีเหงื่อเยอะและผู้หญิงเจ้าเนื้อควรต้องระวังเป็นพิเศษ รวมทั้งการใส่แผ่นอนามัยโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนระหว่างวันหรือใส่เป็นเวลานาน ในกรณีที่มีน้ำเมือกธรรมชาติเยอะ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;อีก สาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราในช่องคลอดควบคู่กับความอับชื้น คือ ภาวะร่างกายที่อ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ เช่น กรณีเจ็บป่วย ทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานๆ หรือทานยากดภูมิต้านทาน เช่น สเตียรอยด์ หรือกรณีมีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือเบาหวาน ซึ่งควบคุมได้ไม่ดี เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;เมื่อ เป็นเชื้อราในช่องคลอดแล้ว สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีบางส่วนประมาณ 5-8% กลับมาเป็นซ้ำได้อาจเพราะยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความอับ ชื้น หรือมีภาวะที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ใน ช่วงฤดูฝนที่ยังไม่จางแบบนี้ โรคผิวหนังที่เกิดจากความอับชื้น เชื้อรา เป็นสิ่งที่พบบ่อย ไม่ว่าจะกลาก เกลื้อน เชื้อราในร่มผ้า แม้กระทั่งช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา เพราะฉะนั้นการดูแลความสะอาดและอนามัยส่วนบุคคลจึงจำเป็น ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำทำความสะอาด ต้องเช็ดให้แห้ง ช่วงที่มีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการแต่งตัวฟิต รัด กระชับ ควรแต่งตัวเน้นให้โปร่ง โล่ง สบาย เพื่อลดความอับชื้น อันจะนำไปสู่ปัญหาช่องคลอดอักเสบได้&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&lt;b&gt;TAG : &lt;/b&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_3452.html"&gt;แปรงสีฟันปลอดเชื้อรา&lt;/a&gt;&lt;b&gt; , &lt;/b&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาวมีกลิ่นเหม็น&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาวมีกลิ่นคาว &lt;/a&gt;, &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาวมีสี &lt;/a&gt;, &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;ตกขาว มี กลิ่น คาว&lt;/a&gt; ,&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt; อาการตกขาวอาการคัน&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-size: xx-small;"&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-6085973605695822487?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6085973605695822487'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6085973605695822487'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='ตกขาวมีกลิ่น กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว ตกขาวมีอาการคัน ควรทำอย่างไรดี?'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8896237895479173743</id><published>2010-02-27T21:53:00.000-08:00</published><updated>2010-02-27T21:56:12.169-08:00</updated><title type='text'>ความรุนแรงของโรคทาลัสซีเมีย - โรค ธาลัสซีเมีย  (Thalassemia)</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;โรคทาลัสซีเมีย (Thalassemia)&lt;/b&gt; เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของโครโมโซม&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ทำให้ปริมาณ การสร้างโกลบินลด น้อยลง หรือไม่มีการสร้างเลย แต่ความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ลักษณะของความ ผิดปกติ ของยีนบน โครโมโซม โดยปกติส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดงภายในร่างกายคน คือ ฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนสีแดง องค์ประกอบ ของฮีโมโกลบินประกอบด้วยกรดอะมิโนเรียงตัวกัน 4 เส้น และ 4 เส้นนี้ประกอบด้วย&amp;nbsp; กรดอะมิโนเส้นแอลฟา 2 เส้น และบีตา 2 เส้น เมื่อเกิดความผิดปกติในการสร้างเส้นกรดอะมิโนดังกล่าว ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย และมีอายุ น้อยกว่าปกติ (ปกติเม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 120 วัน&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;สำหรับผู้ป่วยเป็น&lt;b&gt;โรคธารัสซีเมีย&lt;/b&gt; เม็ดเลือดจะมีอายุ ประมาณ50-60 วัน) ปริมาณเม็ดเลือดแดงที่เหลือไม่สามารถนำเอา ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ดังนั้นลักษณะของผู้ที่ป่วยโรคทาลัสซีเมีย มีอาการจะมีตัวซีดเหลือง ถ้าเป็นชนิดรุนแรงจะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติ รวมไปถึงชนิดที่รุนแรงมากที่สุดอาจจะเสียชีวิตได้ และภาวะแทรกซ้อนภายหลังจากเม็ดเลือดแดงแตก จะทำให้ ผู้ป่วยมีปริมาณธาตุเหล็กมากกว่าปกติ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ จนเป็นอันตรายภายหลัง นอกจากนี้ ผู้ป่วย&lt;b&gt;โรคทาลัสซีเมีย&lt;/b&gt;ชนิดมี&amp;nbsp; อาการมักจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ (แต่สมองจะพัฒนาไปตามปกติ ไม่มี ปัญหาทางสมอง หรือปัญญาอ่อน)&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;จากความปกติของโกลบินทำให้สามารถแบ่งแยกประเภทของโรคทาลัสซีเมียได้ 3 ประเภทหลัก ๆ ตามความรุนแรงของโรคทาลัสซีเมีย คือ&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;1. &lt;b&gt;แอลฟาทาลัสซีเมีย&lt;/b&gt; เป็นโรคธารัสซีเมียที่เกิดจากการสร้างสร้างโกลบินสายแอลฟา ลดน้อยลง หรือไม่มีการสร้างเลย (ชนิดนี้พบมากที่สุดในประเทศไทย)&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;2. &lt;b&gt;เบตาทาลัสซีเมีย&lt;/b&gt; เป็นโรคธารัสซีเมียที่เกิดจากการสร้างสร้างโกลบินสายบีตา ลดน้อยลง หรือไม่มีการสร้างเลย&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;3. &lt;b&gt;แอลฟา-เบตาทาลัสซีเมีย&lt;/b&gt; เกิดจากความบกพร่องของเส้นกรดอะมีโนแอลฟาและเบตา&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;สิ่งตรวจพบในผู้ป่วยโรคทาลัสซีเมีย&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ผู้ป่วยจะมีอาการซีดเหลือง หน้าแปลก โดยมีสันจมูกแบะ (จมูกแบน) หน้า&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ผากโหนกชัน กระดูกแก้มและขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันยื่นเขยิน ลูกตาอยู่&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ห่างกันมากกว่าคนปกติ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า หน้ามงโกลอยด์หรือ หน้า&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ทาลัสซีเมีย ผู้ป่วยมักจะมีม้ามโตมาก บางรายอาจโตถึงสะดือ (คลำได้ก้อน&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;แข็งที่ใต้ชายโครงซ้าย) อาการม้ามโต ชาวบ้านอาจเรียกว่า ป้าง หรือ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;อุปถัมภ์ม้ามย้อย (จุกกระผามม้ามย้อย)&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;ความรุนแรงของโรคทาลัสซีเมีย&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;โรคธารัสซีเมียจะมีอาการรุนแรงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ ความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม สามารถจำแนก ความรุนแรงได้ 3 ระดับ คือ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;1. ไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย (Thalassemia Trait)&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;โรคทาลัสซีเมียชนิดนี้จะเกิดจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซมเพียงข้างเดียว เรียกว่า เฮเทโรซัยกัส ทำให้ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;2. แสดงอาการปานกลาง (Thalassimia intermedia)&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;โรคทาลัสซีเมียชนิดนี้ มีอาการทางโลหิตจาง แต่ไม่มากนัก ร่างกายจะเจริญเติบโต ตามปกติ ตับและม้ามโตขึ้น มักจะแสดงอาการ ซีดเหลือง ตาเหลือง เมื่อมีไข้ หรือภาวะที่ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อ ซึ่งจะส่งผลให้เม็ด เลือดแดงแตกมาก&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;3. แสดงอาการรุนแรง (Thalassemia Disease)&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;โรคทาลัสซีเมียชนิดนี้จะแสดงอาการรุนแรงตั้งแต่เด็กและมีการเจริญเติบโตช้า มีการสร้างเม็ดเลือดมากกว่า ปกติเพื่อทดแทนเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายโดยตับและม้าม ทำให้กระดูกขยายตัว ใบหน้าจะเปลี่ยนแปลงอย่าง เห็นได้ชัด มีลักษณะ กระดูกแก้มสูงนูนออกมามาก คิ้วห่างออกจากกัน ที่เรียกว่า mongoloid face ผู้ป่วย ชนิดนี้จะต้องรับเลือดเป็นประจำ ทำให้เกิดภาวะเหล็กเกิน ก่อให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ถ้าสะสมภายที่อวัยวะ ภายในเช่น ตับ เป็นจำนวนมากจะทำให้ตับแข็ง&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;การรักษา ข้อแนะนำ ของโรคทาลัสซีเมีย - โรค ธาลัสซีเมีย &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1. ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารพวกโปรตีน และอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง (เช่น ผัก&lt;br /&gt;ใบเขียว เนื้อสัตว์) มาก ๆ เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง&lt;br /&gt;2. อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติทราบว่า โรคนี้เป็นโรคกรรมพันธุ์ติดตัวไปตลอด&lt;br /&gt;ชีวิต ไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องอาจ&lt;br /&gt;มีชีวิตยืนยาวได้ ควรรักษาที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านเป็นประจำไม่ควร&lt;br /&gt;กระเสือกกระสนย้ายหมอ ย้ายโรงพยาบาล ทำให้หมดเปลืองเงินทองโดย&lt;br /&gt;ใช่เหตุ&lt;br /&gt;3. แนะนำให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นทาลัสซีเมียคุมกำเนิด หรือผู้ที่มีประวัติว่ามี&lt;br /&gt;ญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ ไม่ควรแต่งงานกัน หรือจำเป็นต้องแต่งงานก็ไม่ควรมี&lt;br /&gt;บุตร เพราะลูกที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 1 ใน 4 (ร้อยละ 25) ทำให้เกิด&lt;br /&gt;ภาวะยุ่งยากในภายหลังได้ ถ้าหากมีการตั้งครรภ์ ในปัจจุบันมีวิธีการเจาะ&lt;br /&gt;เอาน้ำคร่ำมาตรวจดูว่าทารกเป็นโรคนี้หรือไม่ ดังที่เรียกว่า "การวินิจฉัย&lt;br /&gt;ก่อนคลอด" (Prenatal diagnosis) ถ้าพบว่าผิดปกติ อาจพิจารณาทำแท้ง&lt;br /&gt;4. ในปัจจุบันสามารถใช้วิธีการพิเศษ เพื่อตรวจดูว่ามีเชื้อกรรมพันธุ์ของโรค&lt;br /&gt;นี้หรือไม่ ถ้าเป็นไปได้ก่อนแต่งงานควรตรวจดูให้แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&lt;b&gt;TAG :&lt;/b&gt;&amp;nbsp; &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/thalassemia.html"&gt;ความรุนแรงของโรคทาลัสซีเมีย&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/thalassemia.html"&gt;โรค ธาลัสซีเมีย&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: xx-small;"&gt;&lt;b&gt;ที่มา :&lt;/b&gt; wikipedia , thailabonline.com , share.psu.ac.th&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8896237895479173743?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8896237895479173743'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8896237895479173743'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2010/02/thalassemia.html' title='ความรุนแรงของโรคทาลัสซีเมีย - โรค ธาลัสซีเมีย  (Thalassemia)'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-6073461213278186237</id><published>2010-02-16T01:45:00.000-08:00</published><updated>2010-02-16T01:48:58.373-08:00</updated><title type='text'>เทคนิค พีซีอาร์ (PCR) มี ประโยชน์อย่างไรบ้าง?</title><content type='html'>&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;&lt;b&gt;เทคนิคพีซีอาร์ (PCR)&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; ถือเป็นเทคนิคสำคัญในงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งงานพื้นฐานในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการแพทย์ และด้านการเกษตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ตัวอย่าง ประโยชน์ด้านการแพทย์ ของ&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;เทคนิค พีซีอาร์ (PCR)&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้ ในการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ทั้งโรคติดเชื้อและโรคจากพันธุกรรม ได้แก่ การตรวจหาเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น เอดส์, วัณโรค, มาลาเรีย แม้มีเชื้อโรคในตัวอย่างที่ส่งมาตรวจจำนวนน้อย ทำให้การ วินิจฉัยโรคเพื่อป้องกันและรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และใช้เวลาน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันมีการ พัฒนา&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;เทคนิคพีซีอาร์&lt;/a&gt;ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนยุ่งยากต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน และนอกจากยืนยันว่าเป็นโรค นั้นๆ ด้วยความไวและความจำเพาะสูงแล้ว ยังบอกความรุนแรงของโรคได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ต่างประเทศ นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคนิคพีซีอาร์เพื่อตรวจหาเชื้อแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ใช้ผลิตอาวุธชีวภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ตัวอย่างประโยชน์ ด้านการเกษตร ของ&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;เทคนิคพีซีอาร์ (PCR)&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มี ประโยชน์ต่อการตรวจ วินิจฉัยโรคพืช การตรวจสอบสายพันธุ์พืช นอกจากนี้แล้วเทคนิคพีซีอาร์ ยังช่วยให้ เข้าใจพันธุกรรมของเชื้อโรคพืช ตลอดจนการนำไปใช้ในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส หรือเชื้อสาเหตุโรคอื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นำมาใช้ในอุตสาหกรรม การเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก โดยใช้เทคนิคนี้ตรวจ หาเชื้อสาเหตุโรคในกุ้ง เช่น เชื้อไวรัส ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังนำมาประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่ดีเพื่อใช้ในการ ผสมพันธุ์ซึ่งมีความแปรปรวนพันธุกรรม (Genetic Diversity หรือ Variation) สูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ตัวอย่างประโยชน์ด้านการศึกษาจีโนม ของ&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;เทคนิคพีซีอาร์ (PCR)&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มี ประโยชน์ในการ ศึกษาความผันแปรหรือกลายพันธุ์ของยีน การทำแผนที่ยีน และการศึกษาลำดับเบสของสิ่งมีชีวิต นำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในงานวิจัยทางชีววิทยาโมเลกุลและพันธุวิศวกรรม เช่น การวิเคราะห์ลำดับเบสของยีน (Gene sequencing) การ สร้างดีเอ็นเอตรวจติดตาม (DNA probe) และการวิจัย อื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการระดับนานาชาติ เช่น โครงการศึกษาจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) ก็ใช้เทคนิคพีซี อาร์สืบหาตำแหน่งยีนแต่ละยีนของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&lt;b&gt;TAG :&lt;/b&gt; &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;หลักการของ PCR&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;สารเคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยา PCR &lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;polymerase chain reaction pcr&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;ปฏิกิริยา pcr&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;หลักการ pcr&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-6073461213278186237?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6073461213278186237'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6073461213278186237'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr.html' title='เทคนิค พีซีอาร์ (PCR) มี ประโยชน์อย่างไรบ้าง?'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-5967571020069235737</id><published>2010-02-16T01:40:00.000-08:00</published><updated>2010-02-16T01:53:41.002-08:00</updated><title type='text'>หลักการเทคนิค Pcr (Polymerase Chain Reaction) , สารเคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยา PCR</title><content type='html'>เทคนิคพีซีอาร์ (PCR) มีชื่อเต็มว่าเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่โพ ลิเมอเรส (Polymerase Chain Reaction) เป็นเทคนิคเพิ่มปริมาณสาร พันธุกรรมคือดีเอ็นเอ ให้มีปริมาณมากเป็นล้านเท่า ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยอาศัยหลักการจำลองตัวของสายดีเอ็นเอ (DNA Replication) เลียนแบบกระบวนการสังเคราะห์ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตตาม ธรรมชาติ ที่มีการสร้างสายดีเอ็นเอสายใหม่อีกหนึ่งสายจากดีเอ็นเอเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หลักการของ PCR&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="imgb" src="http://t2.gstatic.com/images?q=tbn:JLhi6HIbJ5QS3M" /&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้หลักการพื้นฐานในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ สายใหม่จากสายดีเอ็นเอ ที่เป็นต้นแบบหนึ่งสายด้วยเอนไซม์ DNA poloymerase ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไปในการติดฉลากดีเอ็นเอ และการศึกษาวิเคราะห์ลำดับเบส แต่ PCR สามารถสังเคราะห์ดีเอ็นเอได้คราวละ 2 สายพร้อมกัน โดยใช้ไพรเมอร์ (primer) 1 คู่ ปฏิกิริยา PCR มี 3 ขั้นตอน และหมุนเวียน ต่อเนื่องกันไป ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมของแต่ละขั้นตอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ขั้นแรก&lt;/b&gt; เรียกว่า denaturing เป็นการแยกสายดี เอ็น เอ ที่เป็นต้นแบบจากสภาพที่เป็นเส้นคู่ ให้เป็นเส้นเดี่ยวโดยใช้อุณหภูมิสูง 92-95o ซ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ขั้นที่สอง &lt;/b&gt;เรียกว่า annealing เป็นขั้นตอนที่ลดอุณหภูมิลงและจัดให้ ไพรเมอร์ ซึ่งเป็นดี เอ็น เอ สายสั้น ๆ (ประกอบด้วยนิ วคลีโอไท ด์จำนวน 14-13 เบส) ที่มีลำดับ เบสเป็นคู่สม กับดี เอ็น เอ ที่เป็นต้นแบบจับคู่กัน ซึ่งนิยมใช้อุณหภูมิในช่วง 37-60o ซ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ขั้นที่สาม&lt;/b&gt; เรียกว่า extension เป็นขั้นตอนการสังเคราะห์ดี เอ็น เอ สายใหม่โดยสังเคราะห์ต่อจากส่วนปลาย 5 ของไพรเมอร์ ตามข้อมูลบนดีเอ็นเอ ที่เป็นต้นแบบแต่ละสายโดยอาศัยการทำงานของเอ็นไซ ม์ดีเอ็นเอโพลิเมอร์เรส (DNA polymerase) ซึ่งเอ็นไซ ม์นี้สามารถทำงานได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ 72-75o ซ เอนไซม์ดีเอ็นเอโพลิเมอเรสที่ใช้ควรจะคง คุณสมบัติอยู่ได้ภายใต้สภาวะของปฏิกิริยา ตลอดทั้งสามขั้นตอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากขั้นตอนที่ 1-3 ซึ่งนับเป็นจำนวน 1 รอบ (one cycle) จะให้ผลผลิตเป็นดีเอ็นเอสายคู่ที่มีลำดับเบสเป็นคู่สม กับดีเอ็นเอที่เป็นต้นแบบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อจัดให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จากขั้นที่ 1 ถึง 3 หมุนเวียนไปอีกหลาย ๆ รอบจะเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอได้ มากมาย ประมาณว่าปฏิกิริยา 20 รอบ สามารถเพิ่มปริมาณสารดีเอ็นเอไม่ได้น้อยกว่า 100,000 เท่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สารเคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยา PCR &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากการทำ PCR เป็นการสร้างสายดีเอ็นเอ สายใหม่ในหลอดทดลอง จึงต้องมีการเติมสารเคมีและสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการนำมาสร้างเป็นดีเอ็นเอสายใหม่ สารเคมีที่ต้องใช้ปฏิกิริยา PCR มีดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.  Deoxynucleotides (dNTPs) เป็นนิวคลีโอไทด์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยสำหรับนำไปสังเคราะห์ดีเอ็นเอสายใหม่&lt;br /&gt;2.  DNA polymerase เป็นเอนไซม์สำหรับสังเคราะห์ดีเอ็นเอให้ช่วยเร่งปฏิกิริยาเชื่อมต่อนิ วคลีโอไทด์ใหม่เข้ากับไพรเมอร์&lt;br /&gt;3.  Primer เป็นดีเอ็นเอเริ่มต้นสายสั้น ๆ ที่มีลำดับเบสเป็นคู่สมกับดีเอ็นเอที่เป็นต้นแบบของการสังเคราะห์ ในการทำ PCR จึงต้องทราบลำดับเบสของดีเอ็นเอที่ต้องการจะเพิ่มจำนวน เพื่อใช้ในการสร้างไพเมอร์จำเพาะ&lt;br /&gt;4.  PCR buffer เป็นสารละลายที่ควบคุมสภาวะของการทำปฏิกิริยาให้เหมาะสม เช่น pH และเกลือต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมีอนุมูลแมกนีเซียม (Mg++) อยู่ด้วย&lt;br /&gt;5.  Template คือดีเอ็นเอต้นแบบหรือยีนส่วนที่ต้องการเพิ่มปริมาณ หรือเป็นตัวอย่างดีเอ็นเอ ที่ต้องการนำมาตรวจหาดีเอ็นเอจำเพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารเคมีที่เป็นส่วนผสมของปฏิกิริยา PCR จะผสมกันไว้ในหลอดทดลองเล็กปริมาตรสาร 20-100 ไมโครลิตร เมื่อนำหลอดส่วนผสมไปใส่ไว้ใน เครื่องควบคุมอุณหภูมิที่เรียกว่า DNA thermal cycler (นิยมเรียกว่าเครื่อง Pcr) ที่ปรับอุณหภูมิได้ตามโปรแกรมที่กำหนด จะเกิดการสังเคราะห์ดีเอ็นเอสายใหม่ขึ้นในหลอด เมื่อเกิดปฏิกิริยาจนครบรอบและระยะ เวลาที่กำหนดจะได้ผลผลิตดีเอ็นเอ ขนาดที่ต้องการเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;TAG : &lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;หลัก การของ PCR&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;สาร เคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยา PCR &lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;polymerase  chain reaction pcr&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;ปฏิกิริยา  pcr&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;หลัก การ pcr&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr.html"&gt;เทคนิคทางพันธุวิศวกรรม&amp;nbsp;&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr.html"&gt;ประโยชน์ pcr&lt;/a&gt; ,&amp;nbsp; &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;หลักการ ทำ pcr&lt;/a&gt; , &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html"&gt;เครื่อง pcr&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-5967571020069235737?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5967571020069235737'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5967571020069235737'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2010/02/pcr-polymerase-chain-reaction-pcr.html' title='หลักการเทคนิค Pcr (Polymerase Chain Reaction) , สารเคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยา PCR'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1015228141368375833</id><published>2010-01-17T09:22:00.000-08:00</published><updated>2010-01-17T09:22:03.051-08:00</updated><title type='text'>HotSellers in UkToys" Huge 1 Metre Long HD Polyethelene Strong Sledge (Colour Varies) " Reviews CheckPrice!</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: right;"&gt;&lt;a href="http://uktoys-gameshotbestsellers.blogspot.com/2010/01/cool-huge-1-metre-long-hd-polyethelene.html"&gt;&lt;b&gt;CheckPrice! Huge 1 Metre Long HD Polyethelene Strong Sledge (Colour Varies) Reviews&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://ecx.images-amazon.com/images/I/415K67Xt6YL.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img border="0" height="227" src="http://ecx.images-amazon.com/images/I/415K67Xt6YL.jpg" width="192" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://ecx.images-amazon.com/images/I/51r16WMupKL.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img border="0" height="167" src="http://ecx.images-amazon.com/images/I/51r16WMupKL.jpg" width="167" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.amazon.co.uk/Polyethelene-Strong-Sledge-Colour-Varies/dp/B000MLQFEW%3FSubscriptionId%3D00Y354XBPGSB3B536NG2%26tag%3Dhealthlineupd-21%26linkCode%3Dxm2%26camp%3D2025%26creative%3D165953%26creativeASIN%3DB000MLQFEW"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;CheckPrices!@Amazom.com&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;a href="http://uktoys-gameshotbestsellers.blogspot.com/2010/01/cool-huge-1-metre-long-hd-polyethelene.html"&gt;&lt;b&gt;CheckCost! @Uktoys-gameshotbestsellers.blog - Huge 1 Metre Long HD Polyethelene Strong Sledge (Colour Varies)&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1015228141368375833?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1015228141368375833'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1015228141368375833'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2010/01/hotsellers-in-uktoys-huge-1-metre-long.html' title='HotSellers in UkToys&quot; Huge 1 Metre Long HD Polyethelene Strong Sledge (Colour Varies) &quot; Reviews CheckPrice!'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-182399381383288547</id><published>2009-12-29T23:32:00.000-08:00</published><updated>2009-12-29T23:32:38.145-08:00</updated><title type='text'>ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland)</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;ต่อมน้ำลายมีต่อมใหญ่ 3 ต่อม คือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a href="http://img252.imageshack.us/img252/1125/salivary028169124817102.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img alt="http://img252.imageshack.us/img252/1125/salivary028169124817102.jpg" border="0" height="179" src="http://img252.imageshack.us/img252/1125/salivary028169124817102.jpg" width="192" /&gt;&lt;/a&gt;1. ต่อมน้ำลายพาโรติด (parotid) เป็นต่อมน้ำลายที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่ด้านข้างของใบหน้าระหว่างหูกับคางมีท่อไปเปิดสู่กระพุ้งแก้ม&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;2. ต่อมน้ำลายใต้คาง(Submandibular) ขนาดเล็กกว่า อยู่ใต้กระดูกคางทั้งสองข้าง มีท่อไปเปิดสู่ช่องปากแท้ตรงระหว่างใต้ปลายลิ้นกับพื้นปาก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;3. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น(Sublingual) ขนาดเล็กที่สุด อยู่ใต้เยื่อเมือกของปาก ที่สองข้างลิ้น มีท่อเล็กๆ หลายท่อเปิดสู่ช่องปากแท้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;บทความที่แนะนำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;- &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/dental-and-jaw-joint.html"&gt;กระดูกขากรรไกร และข้อต่อ (Dental and Jaw Joint )&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;- &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/blog-post_7980.html"&gt;ปวดขมับ-ใบหน้า อาการ 'ขากรรไกรเสื่อม'&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-182399381383288547?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/182399381383288547'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/182399381383288547'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/salivary-gland.html' title='ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland)'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1199234195300753974</id><published>2009-12-21T12:46:00.001-08:00</published><updated>2009-12-21T12:47:19.323-08:00</updated><title type='text'>Promote:http://aquarium-fish-pets-supply-tropical.blogspot.com/</title><content type='html'>Stay in touch with your fish; enjoy the many views SeaClear Aquariums have to offer! Find this elegant aquarium in the presence of your home, &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://astore.amazon.com/seaclear-aquarium-gallonfishtank-20?_encoding=UTF8&amp;amp;node=15" id="imageViewerLink" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;" target="ImageView"&gt;&lt;img alt="SeaClear System II Aquarium Combo" height="193" id="detailProductImage" src="http://ecx.images-amazon.com/images/I/41reygHEK-L._SL210_.jpg" width="193" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://astore.amazon.com/seaclear-aquarium-gallonfishtank-20/detail/B000634H9Q" id="imageViewerLink" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;" target="ImageView"&gt;&lt;img alt="SeaClear Mini-Kit" height="196" id="detailProductImage" src="http://ecx.images-amazon.com/images/I/41VOBgNZiRL._SL210_.jpg" width="196" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://aquarium-fish-pets-supply-tropical.blogspot.com/"&gt;http://aquarium-fish-pets-supply-tropical.blogspot.com/&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1199234195300753974?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1199234195300753974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1199234195300753974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/promotehttpaquarium-fish-pets-supply.html' title='Promote:http://aquarium-fish-pets-supply-tropical.blogspot.com/'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-2816635710927950638</id><published>2009-12-21T10:49:00.000-08:00</published><updated>2009-12-21T10:49:40.634-08:00</updated><title type='text'>snowball fight gun : Cop admits to pulling gun at snowball fight</title><content type='html'>&lt;b&gt;http://www.youtube.com/watch?v=0RhossH1bm4&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/0RhossH1bm4&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1&amp;amp;"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/0RhossH1bm4&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1&amp;amp;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-2816635710927950638?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2816635710927950638'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2816635710927950638'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/snowball-fight-gun-cop-admits-to.html' title='snowball fight gun : Cop admits to pulling gun at snowball fight'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-7777535868642878668</id><published>2009-12-21T10:44:00.000-08:00</published><updated>2009-12-21T10:44:40.432-08:00</updated><title type='text'>Shortest day of the year at Adelaide, Australia</title><content type='html'>&lt;b&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;Happy Winter solstice! Shortest day of the year!&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Say : &lt;/b&gt;Hey everybody, it's the first day of winter, the shortest day of the year. And it's snowing in Edmonton.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;&lt;b&gt;SaY :&lt;/b&gt;Today != shortest day of the year. Least daylight but its still 24 hrs. In US, the last Sunday in March = shortest (23hrs)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;&lt;b&gt;Say&lt;/b&gt;:Today is the shortest day of the year. Then the long climb toward summer begins anew!&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;&lt;b&gt;Say :&lt;/b&gt; Today's Winter Solstice, shortest day of the year. This increases my chances of finishing my morning coffee while it's still warm by 364%&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;&lt;b&gt;Say :&lt;/b&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt;Today's the shortest day of the year. So if you're Edward Cullen, you can finally make it to Happy Hour.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img alt="http://www.purselipsquarejaw.org/uploaded_images/Winter_Solstice-759689.jpg" height="211" src="http://www.purselipsquarejaw.org/uploaded_images/Winter_Solstice-759689.jpg" width="242" /&gt;&lt;span class="status-body"&gt;&lt;span class="entry-content"&gt; &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-7777535868642878668?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/7777535868642878668'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/7777535868642878668'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/shortest-day-of-year-at-adelaide.html' title='Shortest day of the year at Adelaide, Australia'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-4481739056593327117</id><published>2009-12-20T13:00:00.000-08:00</published><updated>2009-12-20T13:02:04.243-08:00</updated><title type='text'>Download ที่เธอเป็นเธอ.mp3 - Ost.เทพธิดาปลาร้า [New Single] นิก รณวีร์</title><content type='html'>&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="width: 468px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;object height="170" width="468"&gt;&lt;param name="movie" value="http://music.gmember.com/player/html_player_music/swf/player_music_adplus.swf?0903963301" /&gt;&lt;param name="allowScriptAccess" value="never" /&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent" /&gt;&lt;param name="FlashVars" value="songid=0903963301&amp;amp;albumid=6263" /&gt;&lt;embed allowScriptAccess="never" src="http://music.gmember.com/player/html_player_music/swf/player_music_adplus.swf?0903963301" type="application/x-shockwave-flash" width="468" height="170" wmode="transparent" flashvars="songid=0903963301&amp;amp;albumid=6263"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://e3cf5e18.linkbucks.com/"&gt;ฟังเพลง ที่เธอเป็นเธอ.mp3 - Ost.เทพธิดาปลาร้า [New Single] นิก รณวีร์&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-4481739056593327117?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4481739056593327117'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4481739056593327117'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/download-mp3-ost-new-single.html' title='Download ที่เธอเป็นเธอ.mp3 - Ost.เทพธิดาปลาร้า [New Single] นิก รณวีร์'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-4362595975966124422</id><published>2009-12-20T12:36:00.000-08:00</published><updated>2009-12-20T12:36:44.508-08:00</updated><title type='text'>Download NEW [F] ไม่เห็นฝุ่น.mp3 กะลา-KaLa Grammy New Releases Vol. 05</title><content type='html'>&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://c4d46bcc.linkbucks.com/" target="_blank" tip=""&gt;NEW [F] ไม่เห็นฝุ่น.mp3 กะลา-KaLa Grammy New Releases Vol. 05&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="250" src="http://www.4shared.com/embed/142460267/f20fa7d" width="420"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-4362595975966124422?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4362595975966124422'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4362595975966124422'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/download-new-f-mp3-kala-grammy-new.html' title='Download NEW [F] ไม่เห็นฝุ่น.mp3 กะลา-KaLa Grammy New Releases Vol. 05'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8731383223072410534</id><published>2009-12-09T05:19:00.000-08:00</published><updated>2009-12-09T05:20:16.351-08:00</updated><title type='text'>Hand Feeding Koi Fish,How Not To Build Koi Fish Ponds</title><content type='html'>Koi fish are beautiful to behold, they are brightly colored and swim through the water with such grace and confidence. They are also quite entertaining. Unlike that little goldfish in your aquarium, Koi are very social animals. They love to be in large groups and will really put on a show at your next party.&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: right;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ReadMore... &lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://aquarium-fish-pets-supply-tropical.blogspot.com/2009/12/hand-feeding-koi-fishhow-not-to-build.html"&gt;Hand Feeding Koi Fish&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8731383223072410534?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8731383223072410534'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8731383223072410534'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/hand-feeding-koi-fishhow-not-to-build.html' title='Hand Feeding Koi Fish,How Not To Build Koi Fish Ponds'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8757543916758251094</id><published>2009-12-02T23:05:00.001-08:00</published><updated>2009-12-02T23:05:24.859-08:00</updated><title type='text'>เพลง เหงือกฟันสำคัญนะ(ทันตสุขศึกษา)</title><content type='html'>ปากคือ อวัยวะที่เธอใช้งานตั้งแต่คลอดมา&lt;br /&gt;เอ๊ะ ! ใครงอแงจริงนะ ที่วันแรกตะโกน ร้องให้โยเย&lt;br /&gt;ตอนเธอเกิดมา ไม่มีฟันสักซี่ ยิ้มที่ก็เห็นแต่เหงือกแดง&lt;br /&gt;แล้วพอไม่นาน เมื่อเธอ เริ่มจะคลานฟันจะเริ่มขึ้นมา&lt;br /&gt;* เคี้ยวอะไร อะไร ก็ต้องใช้ ฟันคอยบดเอา&lt;br /&gt;และที่ตรงเหงือกเรา จะคอยยึดให้ฟันอยู่ทน ต่างพึ่งกัน&lt;br /&gt;ทั้งเนื้อเยื่อและปริทันต์ ต้องรักษาไว้ให้สมบูรณ์ หากขาดเหงือกวันนี้&lt;br /&gt;แล้วฟันเราจะยึดกับอะไร ซ้ำ *&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed allowscriptaccess="never" allowaccess="never" type="application/x-mplayer2" pluginspage="http://www.microsoft.com/windows/windowsmedia/download/AllDownloads.aspx/" filename="http://dental.anamai.moph.go.th/oralhealth/TSound/Sound/d4.wma" name="MediaPlayer" showcontrols="1" showstatusbar="1" autostart="true" showtracker="1" showaudiocontrols="1" showpositioncontrols="1" playcount="10" width="280" height="68"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ที่มา : dental.anamai.moph.go.th &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8757543916758251094?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8757543916758251094'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8757543916758251094'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/blog-post_02.html' title='เพลง เหงือกฟันสำคัญนะ(ทันตสุขศึกษา)'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-5232840682643567368</id><published>2009-12-02T22:52:00.000-08:00</published><updated>2009-12-02T23:06:31.833-08:00</updated><title type='text'>เหงือกดีฟันงาม รู้รักษาตามวัย</title><content type='html'>กรมอนามัย เผยแปรงสีฟันในท้องตลาดด้อยคุณภาพเพียบ สำรวจ 67 ยี่ห้อ 273 รุ่นพบทุก 1 ใน 4 รุ่นของแปรงสีฟันขนแปรงแข็ง ไม่ผ่านการมนปลาย หัวแปรงมีขนาดใหญ่เกินไป ขนแปรงหลุดร่วงง่าย เป็นอันตรายต่อเหงือกและฟัน แนะเลือกใช้ “แปรงสีฟันติดดาว” ชี้ได้มาตรฐานผ่านการตรวจรับรองจากห้องปฏิบัติการกรมอนามัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลัง 4 ใน 5 ของเด็กไทยและ 2 ใน 5 ของคนวัย 40 ปีขึ้นไป  เป็นโรคเหงือกอักเสบ พิสูจน์ว่าโรคฟันผุและโรคเหงือก หรือโรคปริทันต์ไม่ได้มาตามวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใคร ๆ ก็ทราบดีว่าการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง จะ ช่วยรักษาฟันให้อยู่กับเราได้นาน แต่คนจำนวนไม่น้อย ก็สูญเสียฟันจากโรคฟันผุ และโรคเหงือก อันเนื่องมาจากดูแลรักษาฟันไม่ดีพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาคมปริทันตวิทยาแห่งประเทศไทยเผยว่า พบ 4 ใน 5 ของเด็กไทยเป็นโรคเหงือกอักเสบและ 2 ใน 5 ของคนไทยวัย 40 ปีขึ้นไป มีปัญหาโรคเหงือก ขั้นลุกลามที่ทำลายกระดูกรอบฟันที่เรียกว่า โรคเหงือกอักเสบ พร้อมกับมีอาการติดเชื้อเรื้อรังที่ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็แสดงว่าโรคฟันผุและโรค เหงือก หรือโรคปริทันต์นั้น เกิดขึ้นมิได้จำกัดวัยเลย ถ้าเช่นนั้นเราก็ควรจะต้องทราบถึงการดูแลสุขภาพฟันกันอย่างสม่ำเสมอตามวัย กันดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันตแพทย์สุนทร อัศวานันท์ ผู้อำนวยการคลินิกทันตกรรมอัศวานันท์ กล่าวว่า ควรจะดูแลรักษาสุขภาพฟัน อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่ฟันแท้ขึ้น คือประมาณ 10 กว่าขวบต้องพยายามดูแลเพื่ออนาคตของฟันที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงอายุ 10-14 ปี ฟันแท้ขึ้นเต็มที่ การเจริญเติบโตของฟันยังไม่หยุด หากมีปัญหาฟันห่าง ฟันเหยิน การสบฟัน ไม่ดีจะดูแลแก้ไขได้ง่าย เป็นช่วงที่ใบหน้ามีการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงอายุ 17-18 ปี มักมีปัญหาฟันคุด ให้เริ่มเน้นสุขภาพฟันได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อายุ 20 ปีขึ้นไป มักมีปัญหาเรื่องสีฟัน ฟันไม่ขาว ไม่สวย บางคนเริ่มสูบบุหรี่ทำให้ฟันเหลืองเป็นคราบ อาจต้องมีการฟอกสีฟัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อายุ 35 ปีขึ้นไป มักมีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ เหงือกร่น คอฟันสึก หากดูแลไม่ทั่วถึง กระดูกและรากฟันจะเริ่มมีปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 378px; height: 252px;" alt="http://img691.imageshack.us/img691/5972/clean132124463216916.jpg" src="http://img691.imageshack.us/img691/5972/clean132124463216916.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Tag :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/blog-post_3809.html"&gt;ข้อดีของการนวดเหงือก&lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;, &lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/blog-post_5335.html"&gt;การป้องกันเหงือกอักเสบ&lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;, &lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_4332.html"&gt;การรักษาโรคเหงือกอักเสบ&lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;, &lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/11/1000-2500-1.html"&gt;สาเหตุของเหงือกร่น&lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;, &lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/blog-post_9378.html"&gt;แปรงสีฟัน / ยาสีฟัน&lt;/a&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/blog-post_9378.html"&gt; &lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;,&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:130%;" &gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/12/blog-post_02.html"&gt;เพลง เหงือกฟันสำคัญนะ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าวัยใด ต้องไม่ลืมหลักทั่วไปว่าควรแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเป็นกรดสูง เพราะจะทำให้เกิดการสึกของฟัน ถ้า เลี่ยงไม่ได้ควรดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อลดกรดในช่องปาก และไม่ควรแปรงฟันทันที (รออย่างน้อย 30 นาที) เนื่องจากผิวฟันมีสภาพอ่อนนุ่มทำให้ฟันสึกมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เพลง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255); font-weight: bold;"&gt;เหงือกฟันสำคัญนะ(ทันตสุขศึกษา)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปากคือ อวัยวะที่เธอใช้งานตั้งแต่คลอดมา&lt;br /&gt;เอ๊ะ ! ใครงอแงจริงนะ ที่วันแรกตะโกน ร้องให้โยเย&lt;br /&gt;ตอนเธอเกิดมา ไม่มีฟันสักซี่ ยิ้มที่ก็เห็นแต่เหงือกแดง&lt;br /&gt;แล้วพอไม่นาน เมื่อเธอ เริ่มจะคลานฟันจะเริ่มขึ้นมา&lt;br /&gt;* เคี้ยวอะไร อะไร ก็ต้องใช้ ฟันคอยบดเอา&lt;br /&gt;และที่ตรงเหงือกเรา จะคอยยึดให้ฟันอยู่ทน ต่างพึ่งกัน&lt;br /&gt;ทั้งเนื้อเยื่อและปริทันต์ ต้องรักษาไว้ให้สมบูรณ์ หากขาดเหงือกวันนี้&lt;br /&gt;แล้วฟันเราจะยึดกับอะไร ซ้ำ *&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed allowscriptaccess="never" allowaccess="never" type="application/x-mplayer2" pluginspage="http://www.microsoft.com/windows/windowsmedia/download/AllDownloads.aspx/" filename="http://dental.anamai.moph.go.th/oralhealth/TSound/Sound/d4.wma" name="MediaPlayer" showcontrols="1" showstatusbar="1" autostart="true" showtracker="1" showaudiocontrols="1" showpositioncontrols="1" playcount="10" width="280" height="68"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ที่มา : Kapook.com , dental.anamai.moph.go.th &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-5232840682643567368?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5232840682643567368'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5232840682643567368'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='เหงือกดีฟันงาม รู้รักษาตามวัย'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-4691230666144154155</id><published>2009-11-19T18:33:00.000-08:00</published><updated>2009-11-19T18:43:34.616-08:00</updated><title type='text'>นอนกรน เกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร - วิธีช่วยลดการนอนกรน</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;โดยปกติ เวลาคนเรานอนหลับ กล้ามเนื้อที่ลิ้นและที่โคนลิ้น จะคลายตัวลงไปด้วย ทำให้ลิ้นตกลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจ แต่ไม่ได้ปิดสนิทนะครับ ทำให้อากาศที่เราหายใจผ่านจมูก และผ่านลงไปยังโพรงจมูกด้านหลัง ผ่านไปไม่สะดวกนัก เกิดคล้ายการกระพือ บริเวณที่โคนลิ้น ทำให้เกิดเป็นเสียงกรน กรณีเช่นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ถ้าหากเราทำงานหนักมาทั้งวัน หรือเหนื่อยมาก ก็จะนอนหลับสนิทหรือ deep มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ทำให้ลิ้นตกลงไปได้มากขึ้น ก็ยิ่งกรนหนักขึ้น แล้วโอกาสที่ร่างกายจะพลิกตัวขณะหลับก็น้อย ทำให้คนที่หลับสนิทมากๆ กรนได้มากกว่าทั่วไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;       วิธีแก้ไข &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ก็คือ นอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้น (แต่ถ้ามากไปก็จะปวดคอนะครับ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       หรือถ้ารู้ตัวว่าทั้งวันทำกิจกรรมมากจนเหนื่อยมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ก็ให้นอนหลับในท่านอนตะแคง หรือเกือบๆคว่ำ ก็จะช่วยลดเสียงกรนได้ครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       กรณีที่กล่าวมา ไม่ถือเป็นความผิดปกติ และไม่ถือว่าเป็นโรค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       แต่ในอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งมักเกิดกับคนที่อ้วน มีสรีระบริเวณคอใหญ่ รวมทั้งเนื้อเยื่อในโพรงช่องปาก ด้านในใหญ่ด้วย หลายๆส่วนเลยร่วมกัน ขัดขวางทางเดินของอากาศตอนหายใจ ทำให้กรนได้ง่ายขึ้นหรือมากขึ้น ถึงแม้ไม่ได้หลับสนิทและจะทำให้ร่างกายได้รับออกชิเจน ในขณะหลับน้อยลง ร่างกายก็จะเตือนตัวเองให้ตื่นขึ้นแบบไม่รู้ตัว เพื่อพลิกหรือขยับตัว ให้หายใจได้คล่องขึ้น หรือตื่นเพื่อให้ร่างกายหลับตื้นขึ้น ลิ้นก็จะได้ไม่ตกลงไปขัดขวางทางเดินหายใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       บางคนร่างกายจะตื่นตลอดทั้งคืน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย คิดว่าตัวเองหลับสนิทตลอดทั้งคืน มีผลทำให้ตอนตื่นเช้าจะรู้สึกไม่สดใส ทั้งๆที่นอนไปตั้งหลายชั่วโมง จะรู้สึกเหมือนกับนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง บางทีก็จะปวดศีรษะตอนตื่นนอน กลางวันก็จะง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวัน บางครั้งก็ฟุบกับกับหนังสือขณะอ่านหนังสือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       หรือฟุบไปกับพวงมาลัยขณะขับรถ เหมือนหลับใน ทั้งๆที่ไม่ได้อดนอนมา ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ถ้าไม่ได้ขับรถ เวลาไปนั่งไหนก็จะสัปปะหงกอยู่ตรงนั้นเป็นประจำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมา ถือว่าเป็นโรคครับ เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;Obstructive Sleep Apnea&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; (OSA)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/Wm-TZ-dO_rQ&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1&amp;amp;"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/Wm-TZ-dO_rQ&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1&amp;amp;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       การที่จะวินิจฉัยว่าเป็น OSA ก็ดูจากประวัติที่กล่าวมา นอกจากนี้ อาจต้องเข้าทดสอบ Sleep lab คือต้องไปนอนค้างคืน ในห้องที่จัดให้ แล้วมีสายมอนิเตอร์ วัดคลื่นสมอง คลื่นหัวใจ ความเข้มของออกซิเจนในเลือดขณะหลับ เพื่อวัดดูว่า เมื่อมีการหลับลึก แล้วร่างกายขาด ออกซิเจนแค่ไหน เทียบกับขณะกรน รวมถึงการที่ร่างกายต้องตื่นตัวเพื่อให้หลับตื้น ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ถ้าเข้า Sleep lab แล้ว ไม่บ่งชี้ว่ามี OSA ก็แก้ไขการนอนกรน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสาเหตุจากส่วนประกอบต่างๆ ที่โตขึ้น ตรงไหนโตก็ทำให้เล็กลง เพื่อไม่ให้มาขัดขวางทางเดินหายใจ การตรวจภายในช่องปาก อาจพบส่วนประกอบต่างๆ ที่ใหญ่ขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       เช่น ลิ้นไก่ เนื้อเยื่อที่อยู่ข้างลิ้นไก่ ที่เวลาอ้าปากมองในกระจกจะเห็นเป็นเหมือนซุ้มประตูโค้ง ( Anterior pillar ) รวมทั้ง อาจมีต่อมทอนซิลโตด้วย ถ้าต่อมทอนซิลโต การตัดต่อมทอนซิลอาจช่วยลดเสียงได้ ถ้าลิ้นไก่ และ/หรือ anterior pillar ใหญ่ อาจใช้การรักษา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ด้วยเลเซอร์จี้ให้ยุบลงได้ กรณีนี้ต้องปรึกษาหมอทางด้านหู คอ จมูกครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ถ้าทดสอบ Sleep lab แล้วบ่งชี้ว่าเป็น OSA ก็ต้องหาสาเหตุต่างๆ แล้วก็แก้ที่สาเหตุ รวมทั้งแก้ไขด้วยเครื่องช่วยหายใจแบบ Positive End--Expiratory Airway Pressure เพื่อป้องกันไม่ไห้เกิดผลแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาในระยะยาวเช่น เลือดข้น ( Polycythemia ) หรือความดันโลหิตสูง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ไม่ต้องตกใจหรือเป็นกังวลหรอกนะครับ มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ในคนที่นอนกรน ที่พบว่าเป็น OSA ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ตัวอ้วนมาก โดยเฉพาะฝรั่งทางตะวันตก จะเป็นมากกว่าคนไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       คนส่วนใหญ่ที่นอนกรน ใช้การจัดท่านอนที่เหมาะสมก็ช่วยได้แล้วครับ ที่เหลือก็เป็นเรื่องขององค์ประกอบบางอย่างในช่องปากด้านในที่มันใหญ่ ก็แก้ไขไม่ยากครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;        ทั้งนี้ทั้งนั้น ปรึกษาหมอทางด้านหู คอ จมูก จะดีที่สุดครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;คุณเป็นคนนอนกรนหรือเปล่า ถ้าใช่ ต้องรีบหาทางแก้ไขเสียโดยด่วน ลองปรับพฤติกรรมการนอนเสียใหม่ตั้งแต่คืนนี้ดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;1.นอนตะแคง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จะ ช่วยลดและผ่อนคลายความดันในช่องทางเดินอากาศที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกิน ไปได้ แต่ถ้าไม่ชินกับการนอนตะแคง อาจใช้ลูกเทนนิส 2 - 3 ลูก เปลือกถั่วใส่ถุง หรือกระเป๋าวางไว้ด้านหลัง ลูกบอลหรือเปลือกถั่วเหล่านี้จะช่วยให้ไม่พลิกตัวไปนอนหงายได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;2.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เครื่อง ดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ และยาแก้แพ้ต่าง ๆ เป็นตัวทำให้การหายใจช้าลง และตื้นขึ้น กล้ามเนื้อหย่อนคลายลงมากกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มได้มากว่าโครงสร้างลำคอจะอุดตันช่องทางเดินอากาศได้ง่าย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนกรน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;3.ลดน้ำหนัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ภาวะ หยุดหายใจขณะนอนหลับเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากผิด ปกติ ทำให้การหายใจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้ แต่หมายถึงลดให้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตามสัดส่วน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การออกกำลังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยที่สุด ทั้งยังช่วยปรับสภาพกล้ามเนื้อ และทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;&lt;span style="font-style: italic;font-family:arial;" &gt;ที่มา :  doctorsan.com,นพ.สมยศ ชัยธีระสุเวท&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-4691230666144154155?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4691230666144154155'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4691230666144154155'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='นอนกรน เกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร - วิธีช่วยลดการนอนกรน'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-688054370152956345</id><published>2009-11-05T02:11:00.000-08:00</published><updated>2009-11-19T01:26:22.003-08:00</updated><title type='text'>สาเหตุ ของเหงือกร่น และการรักษาเมื่อพบเหงือกร่น ? - Gingival recession</title><content type='html'>การเกิดเหงือกร่นมีได้หลายสาเหตุ การจัดฟัน การแปรงฟันผิดวิธี ฟันซ้อนเก โรคปริทันต์อักเสบ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดเหงือกร่นได้ทั้งนั้น รักษาโดย การปลูกเหงือก แต่จะได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อประเมินผลการรักษา เพราะทำได้ไม่ทุกกรณี ค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 1000 บาท (ในเวลาราชการ) ถึง 2500 บาท (นอกเวลาราชการ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เหงือกร่นเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การแปรงฟันผิดวิธี โดยการแปรงฟันแรงเกินไป วางขนแปรงตั้งฉากกับตัวฟันและออกแรงถูเข้าและออกแรง ๆ&lt;br /&gt;2. เป็นโรคปริทันต์อักเสบรุนแรงทำให้กระดูกเบ้าฟันละลายตัวลงมาทำให้เหงือกร่นตามกระดูกและเห็นรากฟันโผล่พ้น เหงือกออกมา&lt;br /&gt;3. เกิดภายหลังการจัดฟันเนื่องจากการแปรงฟันได้ไม่เต็มที่เหงือกอักเสบ อาจทำให้เหงือกร่นได้ หรือเหงือกบาง กระดูกเบ้าฟันบาง ทำให้รากฟันนูนออกนอกแนว เหงือกร่นได้&lt;br /&gt;4. บริเวณฟันที่ใส่ฟันปลอมทั้งแบบติดแน่นและถอดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/KWYDBl29qxo&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;color1=0x3a3a3a&amp;amp;color2=0x999999"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/KWYDBl29qxo&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;color1=0x3a3a3a&amp;amp;color2=0x999999&amp;amp;autoplay=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่การรักษาเหงือกร่นของเหงือกสามเหลี่ยมระหว่างทำได้ยาก เนื่องจากมีการละลายของกระดูกเบ้าฟันบริเวณซอกฟันร่วมด้วยซึ่งเป็นสาเหตุ สำคัญที่ทำให้เกิดเหงือกร่น แต่เราไม่สามารถสร้างกระดูกบริเวณนั้นขึ้นมาได้ ถ้าเกิดเหงือกร่นขึ้นทั่วไปในฟ้นหน้า เรามักแนะนำให้ทำเหงือกปลอมปิดฟันหน้าทั้งหมด ซึ่งสามารถติดต่อได้ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 272px; height: 186px;" alt="http://img530.imageshack.us/img530/3894/gingivalrecession164000.gif" src="http://img530.imageshack.us/img530/3894/gingivalrecession164000.gif" /&gt;&lt;img style="width: 122px; height: 185px;" alt="http://img690.imageshack.us/img690/7822/13392337f06406468.jpg" src="http://img690.imageshack.us/img690/7822/13392337f06406468.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;คำที่เกี่ยวข้อง : &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255);font-size:130%;" &gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/blog-post_671.html"&gt;เหงือกร่น &lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;,&lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_15.html"&gt;คราบหินปูน &lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;,&lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/blog-post_6787.html"&gt;เลือดออกตามไรฟัน &lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;,&lt;/span&gt;&lt;a style="font-weight: bold;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/blog-post_8044.html"&gt;การป้องกันฟันผุ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-688054370152956345?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/688054370152956345'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/688054370152956345'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/11/1000-2500-1.html' title='สาเหตุ ของเหงือกร่น และการรักษาเมื่อพบเหงือกร่น ? - Gingival recession'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-2579930283684607281</id><published>2009-10-15T20:59:00.000-07:00</published><updated>2009-10-15T21:02:14.169-07:00</updated><title type='text'>การปักหมุดไทเทเนียม (miniscrew implant)</title><content type='html'>การปักหมุดไทเทเนียม (miniscrew implant) เพื่อช่วยในการจัดฟัน เพิ่งเริ่มมาไม่นานครับ (ในประเทศไทยประมาณ 3-4ปี) ยังเป็นของใหม่อยู่ครับ วิธีก็คือ เอา implant ขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.3-2.0 มม ยาวประมาณ 6-10 มม ไปฝังไว้บริเวณกระดูกขากรรไกรที่ไม่มีฟันอยู่ เพื่อเป็นหลักในการดึงฟันไปในทิศทางต่างๆ ที่ต้องการ หลังจากฟันที่ต้องการเคลื่อนไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการเรียบร้อยแล้วก็ถอดออก ครับ กรณีของคุณก็คือแต่ก่อนหมอยังไม่รู้จักการใช้หมุดก็ทำให้ไม่สามารถหาวิธีใด มาดึงฟันมาปิดช่องว่างได้ครับ แต่ภายหลังจากที่มีการแพร่หลายของการใช้หมุด หมอจึงมีตัวเลือกในการรักษามากขึ้นและเสนอว่าถ้าไม่ต้องการใส่ฟันก็อาจนำเอา การดึงฟันด้วยหมุดมาใช้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/IDCds1N-6vU&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;rel=0"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/IDCds1N-6vU&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บทความที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" target="_self" href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_4655.html"&gt;1.มาดู อุปกรณ์ที่ในการจัดฟัน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/metal-braces.html"&gt;&lt;u&gt;2.Metal braces&lt;/u&gt; &lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/metal-braces.html"&gt;(การจัดฟันแบบโลหะธรรมดา)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/metal-braces.html"&gt;3.&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/ceramic-braces.html"&gt;&lt;u&gt;Clear ceramic braces &lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/ceramic-braces.html"&gt;(จัดฟันแบบเซรามิกสีเหมือนฟัน)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/metal-braces.html"&gt;4.&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/stb-light-lingual.html"&gt;&lt;u&gt;STb Light Lingual &lt;/u&gt;(การจัดฟันด้านใน)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;5.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/invisalign.html"&gt;&lt;span style="font-weight: normal;"&gt;&lt;u&gt;&lt;span&gt;Invisalign®&lt;/span&gt;&lt;/u&gt; &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/invisalign.html"&gt;&lt;span&gt;(การจัดฟันแบบถอดออกได้โดยไม่เห็นเครื่องมือ)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;6.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/clear-aligner.html"&gt;&lt;span&gt;&lt;u&gt;Clear Aligner &lt;/u&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/clear-aligner.html"&gt;(เครื่องมือจัดฟันแบบถอดออก)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/damon-system.html"&gt;&lt;span&gt;7.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: normal;"&gt;&lt;span&gt;&lt;u&gt;Damon® System&lt;/u&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/damon-system.html"&gt;&lt;span&gt;(ใหม่ล่าสุด)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong style="font-weight: bold; color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong style="font-weight: bold; color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;8.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-weight: normal; color: rgb(51, 0, 51);"&gt;&lt;u&gt;Clear Retainer &lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong style="font-weight: normal; color: rgb(51, 0, 51);"&gt;(เครื่องมือคงสภาพฟันแบบใส)&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-2579930283684607281?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2579930283684607281'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2579930283684607281'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/miniscrew-implant.html' title='การปักหมุดไทเทเนียม (miniscrew implant)'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8239676654054106364</id><published>2009-10-15T20:49:00.000-07:00</published><updated>2009-10-15T21:03:46.872-07:00</updated><title type='text'>หมุดจัดฟันทำหน้าที่อะไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;คำถาม : &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;อยากถามหมอว่า หมุดจัดฟันทำหน้าที่อะไร เนื่องจากดิฉันไปปรึกษาหมอมีลักษณะฟันที่กระดูกขากรรไกรบนมรลักษณะใหญ๋ ยิ้มเห็นเหงือก แบะขากรรไกรล่างเล็กกว่าขากรรไกรบน จึงทำให้ลักษณะของคางหดเข้าไป หมอบอกให้ผ่าตัดขากรรไกร ทั้งบนและล่าง บนให้ร่อนเข้าไปล่างให้ยืนออกมา แต่ค่ใช้จ่ายในการผ่าตัดมันสูงมากสู้ไม่ไหว หมอเลยแนะนำว่าถ้าไม่ผ่าก็ให้ใช้หมุดจัดฟัน หรือมินิอิมแพค คอยยึดไว้เพื่อไม่ให้ยิ้มเห็นเหงือกและฟันหน้าจะเข้าไป ไม่ทราบว่าช่วยได้จริงหรือเปล่าค่ะ แบบว่าไม่อยากเสียเงินเปล่าถ้ามันไม่ได้ผลเลย ถ้าวิธีนี้ได้ผลแล้วประมาณกี่เปอร์เซนต์ เพราะมีพี่จัดฟันมาเจ็ดปีแล้วยังไม่เสร็จเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;คำตอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 386px; height: 223px; font-family: arial;" alt="http://img340.imageshack.us/img340/6372/orlusmain51144445116714.jpg" src="http://img340.imageshack.us/img340/6372/orlusmain51144445116714.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;หมุดจัดฟัน (mini implant)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; ช่วยรักษาพยาธิสภาพลักษณะดังกล่าวได้ดีกว่าการจัดฟันธรรมดา   แต่ผลที่ได้ไม่มากและถาวรเท่ากับการผ่าตัด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เทคนิคนี้เพิ่งมีได้ไม่นาน การติดตามผลยังไม่อาจสรุปได้ว่าจะมีการกลับคืนสู่สภาพเดิม (Relapse) ปริมาณเท่าใด ในระยะเวลาหนึ่งๆ แต่คาดว่าจะมีการ Relapse มากกว่าการจัดฟันธรรมดา เพราะเทคนิคนี้ใช้แรงดึงมากกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ความล้มเหลวส่วนหนึ่งของเทคนิคนี้ มาจากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำความสะอาดคราบอาหารที่อยู่รอบหมุดอย่างถี่ ถ้วน ทำให้หมุดหลวมและหลุดได้ในที่สุด ต้องหาที่ปักหมุดใหม่ ซึ่งขนาดและทิศทางของแรงก็เปลี่ยนไปจากเดิม การรักษาอาจไม่ดีเท่าที่ควรหรือล้มเหลวได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:arial;font-size:78%;"  &gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ที่มา : http://www.dentalcouncil.or.th&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;บทความเพิ่มเติม &lt;/span&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="item-title"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" target="_self" href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_4655.html"&gt;1.มาดู อุปกรณ์ที่ในการจัดฟัน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/metal-braces.html"&gt;&lt;u&gt;2.Metal braces&lt;/u&gt; &lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/metal-braces.html"&gt;(การจัดฟันแบบโลหะธรรมดา)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);font-family:arial;" &gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/metal-braces.html"&gt;3.&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/ceramic-braces.html"&gt;&lt;u&gt;Clear ceramic braces &lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/ceramic-braces.html"&gt;(จัดฟันแบบเซรามิกสีเหมือนฟัน)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);font-family:arial;" &gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/metal-braces.html"&gt;4.&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/stb-light-lingual.html"&gt;&lt;u&gt;STb Light Lingual &lt;/u&gt;(การจัดฟันด้านใน)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);font-family:arial;" &gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;5.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/invisalign.html"&gt;&lt;span style="font-weight: normal;"&gt;&lt;u&gt;&lt;span&gt;Invisalign®&lt;/span&gt;&lt;/u&gt; &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/invisalign.html"&gt;&lt;span&gt;(การจัดฟันแบบถอดออกได้โดยไม่เห็นเครื่องมือ)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);font-family:arial;" &gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;6.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/clear-aligner.html"&gt;&lt;span&gt;&lt;u&gt;Clear Aligner &lt;/u&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/clear-aligner.html"&gt;(เครื่องมือจัดฟันแบบถอดออก)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/damon-system.html"&gt;&lt;span&gt;7.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: normal;"&gt;&lt;span&gt;&lt;u&gt;Damon® System&lt;/u&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;" href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/damon-system.html"&gt;&lt;span&gt;(ใหม่ล่าสุด)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong style="font-weight: bold; color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;"&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong style="font-weight: bold; color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);font-family:arial;" &gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;8.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-weight: normal; color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;"&gt;&lt;u&gt;Clear Retainer &lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong style="font-weight: normal; color: rgb(51, 0, 51); font-family: arial;"&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;(เครื่องมือคงสภาพฟันแบบใส)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(51, 0, 51);" href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/miniscrew-implant.html"&gt;9.การปักหมุดไทเทเนียม (miniscrew implant)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8239676654054106364?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8239676654054106364'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8239676654054106364'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_9354.html' title='หมุดจัดฟันทำหน้าที่อะไร'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-283689652705383738</id><published>2009-10-15T20:20:00.000-07:00</published><updated>2010-06-19T11:18:01.173-07:00</updated><title type='text'>มาดู อุปกรณ์ที่ในการจัดฟัน..มีลวดจัดฟัน-หมุดจัดฟันไทเทเนียม-หนังยางดึงฟัน-ยางแยกฟัน (Separator)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ลวดจัดฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลวดที่นิยมใช้ในการจัดฟัน มี 2 แบบ คือ&lt;br /&gt;1. ลวดสแตนเลส มีความแข็งแรง ไม่บิดงอได้ง่าย สามารถดัดขึ้นรูปได้&lt;br /&gt;และมีความฝืดต่ำในการเคลื่อนผ่านช่องของเครื่องมือ (Bracket)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ลวดโลหะผสม เช่น ลวดนิเกิ้ลไทเทเนียม (Nickle-Titanium, NiTi) มีความนิ่ม โค้งงอได้และกลับคืนรูปได้เหมือนเดิม จึงนิยมใช้ในช่วงแรกๆ ของการจัดฟัน ที่ฟันยังเกอยู่มาก&lt;br /&gt;&lt;img alt="http://img376.imageshack.us/img376/4492/dentalwire2.jpg" src="http://img376.imageshack.us/img376/4492/dentalwire2.jpg" style="height: 193px; width: 259px;" /&gt;&lt;img alt="http://img131.imageshack.us/img131/9379/dentalwire.jpg" src="http://img131.imageshack.us/img131/9379/dentalwire.jpg" style="height: 154px; width: 209px;" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หมุดจัดฟันไทเทเนียม (Mini-Implant)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/l0sKnl1LMSk&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;rel=0"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/l0sKnl1LMSk&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;เป็นเครื่องมือเสริมในการจัดฟัน เพิ่งเริ่มมาไม่นาน ลักษณะเป็นหมุดไทเทเนียมขนาดเล็กฝังผ่านเหงือกไปที่กระดูกที่ไม่มีฟันอยู่ เพื่อเป็นหลักยึดในการดึงฟันไปในทิศทางต่างๆ ที่ต้องการ ซึ่งหมุดจัดฟันนี้ใช้เฉพาะในการจัดฟันเท่านั้น หลังจากฟันที่ต้องการเคลื่อนไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็จะเอาหมุดออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หนังยางดึงฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img alt="http://img94.imageshack.us/img94/4060/1002496903807769.jpg" src="http://img94.imageshack.us/img94/4060/1002496903807769.jpg" style="height: 223px; width: 342px;" /&gt;&lt;br /&gt;การเลื่อนฟันบางตำแหน่งในการจัดฟัน ต้องอาศัยความร่วมมือของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญ โดยการใส่หนังยางดึงฟัน (Elastic) ตามที่ทันตแพทย์จัดฟันแนะนำอย่างเคร่งครัดจะทำให้ฟันเลื่อนเข้าที่ได้รวดเร็ว ทันตแพทย์จัดฟันจะแนะนำวิธีใส่หนังยาง ทิศทางและตำแหน่งของหนังยาง รวมทั้งระยะเวลาในการใส่ เช่น ใส่ตลอดเวลา หรือ ใส่เฉพาะบางเวลา คนไข้ควรเปลี่ยนหนังยางทุก 12 - 24 ชั่วโมงหลังใส่ เพราะยางจะล้า หมดแรงดึง ควรใส่หนังยางคืนทันทีหลังทานอาหารและหลังทำความสะอาดฟัน การใส่หนังยางไม่สม่ำเสมอ ฟันจะเลื่อนไปแล้วเลื่อนกลับ ถ้าตะขอที่เกี่ยวหนังยางบิด หรือหัก ให้รีบติดต่อทันตแพทย์ทันที ฟันที่เกี่ยวหนังยางอาจมีอาการเจ็บ ๆ หรือ โยกเล็กน้อย หลังใส่หนังยางเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นปกติ ไม่ต้องกังวล ถ้ามีอาการมากผิดปกติ ให้ติดต่อทันตแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ยางแยกฟัน (Separator)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/6ixDYdcccEI&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;rel=0"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/6ixDYdcccEI&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;ยางแยกฟัน (Separator) ใช้ในการเตรียมฟันเพื่อใส่เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น โดยยางจะค่อย ๆ ดันฟันหลังซึ่งปกติจะอยู่ชิดกันแน่นให้หลวมขึ้น เพื่อเป็นที่อยู่ของแหวนจัดฟันหรือแบนด์ (Band)&lt;br /&gt;เมื่อเริ่มใส่ยางแยกฟัน จะรู้สึกแน่น ๆ เหมือนมีเศษอาหารติด เวลากัดฟันอาจรู้สึกว่ากัดโดนยางเพราะส่วนหนึ่งของยางแยกฟันอยู่บนด้านสบฟัน ถ้ามีอาการปวดหรือแน่นมาก สามารถ ทานยาแก้ปวดได้ อาการปวดจะบรรเทาลง ใน 2-3 วัน ควรเลี่ยงอาหารเหนียวที่จะติดและดึงยางแยกฟันออก และเลี่ยงการใช้ไหมขัดฟันบริเวณนี้ชั่วคราวเพราะยางจะหลุดได้ หากยางแยกฟันหลุดเกินกว่า 3 วันก่อนวันนัดติดแบนด์ ควรติดต่อทันตแพทย์เพื่อใส่ยางให้ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บทความ ที่อาจโดนใจ 555+&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/03/orthodontics.html"&gt;- &lt;/a&gt;&lt;a href="http://mombabysupply.ibuy.co.th/34725/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99+%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%8C/"&gt;สุด ยอดพลังของ ยาสีฟันฟลูออไรด์ แอมเวย์กลิสเทอร์ มัลติ-แอ็คชั่น&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://mombabysupply.ibuy.co.th/34715/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94+%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%8C+%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%95/"&gt;น้ำยา    บ้วนปากเข้มข้นหยดเดียวผสมน้ำ 1 แก้ว กลิสเทอร์ แอมเวย์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-283689652705383738?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/283689652705383738'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/283689652705383738'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_4655.html' title='มาดู อุปกรณ์ที่ในการจัดฟัน..มีลวดจัดฟัน-หมุดจัดฟันไทเทเนียม-หนังยางดึงฟัน-ยางแยกฟัน (Separator)'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-6643192566627230221</id><published>2009-10-15T11:57:00.000-07:00</published><updated>2009-10-15T12:02:22.457-07:00</updated><title type='text'>ข้อดีของการดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง</title><content type='html'>&lt;span style=";font-family:arial;font-size:100%;"  &gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การดื่มน้ำ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;เมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะเพื่อรักษาสุขภาพที่ดี&lt;br /&gt;ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นที่นิยมการดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า&lt;br /&gt;(ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์&lt;br /&gt;พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคได้&lt;br /&gt;เราสามารถใช้น้ำเพื่อบำบัดรักษาโรคได้หลายโรค&lt;br /&gt;มีการพิสูจน์จนยอมรับว่าสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100%&lt;br /&gt;(ค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:arial;font-size:100%;"  &gt;โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน&lt;br /&gt;โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ&lt;br /&gt;ไขสันหลังอักเสบ โรคไต และยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆโรคกระเพาะ&lt;br /&gt;โรคท้องร่วง โรคริดสีดวง โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา&lt;br /&gt;โรคภายในสตรี มะเร็ง และรอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 175px; height: 175px;" alt="http://img131.imageshack.us/img131/1174/4resize32129443214333.jpg" src="http://img131.imageshack.us/img131/1174/4resize32129443214333.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 265px; height: 175px;" alt="http://img384.imageshack.us/img384/3189/116832083763210820.jpg" src="http://img384.imageshack.us/img384/3189/116832083763210820.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;font-size:100%;"  &gt;&lt;br /&gt;วิธีการรักษาปฏิบัติดังนี้&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:arial;font-size:100%;"  &gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)&lt;br /&gt;2. หลังจากนั้นสามารถแปรงฟันและล้างหน้าได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือ&lt;br /&gt;รับประทานอะไรจนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ&lt;br /&gt;3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที&lt;br /&gt;ต้องไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานเลย จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป&lt;br /&gt;4. ผู้ป่วย หรือ คนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ขอให้ค่อยๆ ดื่ม&lt;br /&gt;ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าวจะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เป็นอยู่ค่อยๆ  เบาและหายขาดได้ในที่สุด&lt;br /&gt;วิธีนี้ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษาทำให้หายได้ภายในเวลาดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน&lt;br /&gt;2. โรคกระเพาะ 10 วัน&lt;br /&gt;3. โรคเบาหวาน 30 วัน&lt;br /&gt;4. โรคท้องผูก  10 วัน&lt;br /&gt;5. โรคมะเร็ง 180 วัน&lt;br /&gt;6. โรควัณโรค 90 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับโรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วันในสัปดาห์แรกให้ปฏิบัติทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;font-size:100%;"  &gt;วิธีรักษาแบบนี้ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:arial;font-size:100%;"  &gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ&lt;br /&gt;ซึ่งอาจไม่สะดวกในการเดินทางบ้างเท่านั้น ขอให้มีสุขภาพที่ดีทุกท่าน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-6643192566627230221?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6643192566627230221'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6643192566627230221'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_3202.html' title='ข้อดีของการดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-3953658040897582243</id><published>2009-10-15T11:46:00.000-07:00</published><updated>2009-10-15T11:48:47.147-07:00</updated><title type='text'>ลวดจัดฟันที่นิยมใช้ในการจัดฟันมี 2 ชนิด</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;1. ลวดสแตนเลส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;มีความแข็งแรง ไม่บิดงอได้ง่าย สามารถดัดขึ้นรูปได้ และมีความฝืดต่ำในการเคลื่อนผ่าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ช่องของเครื่องมือ(แบร็กเก็ตนั่นเอง)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="style11"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;img style="width: 189px; height: 141px;" src="http://www.judfuns.com/pic/ld.jpg" alt="ลวดจัดฟัน ยางจัดฟัน " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;2.ลวดโลหะผสม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เช่น ลวดนิเกิ้ลไทเทเนียม (Nickle Titanium NiTi) มีความนิ่ม โค้งงอได้ และกลับคือรูป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ได้เหมือนเดิมจึงนิยมใช้ในช่วงแรกๆของการจัดฟัน ที่ฟันยังเกอยู่มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ยางจัดฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="style11"&gt;&lt;img style="width: 124px; height: 117px;" src="http://www.judfuns.com/pic/yang.jpg" alt="ลวดจัดฟัน ยางจัดฟัน " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ยางจัดฟัน คือ&lt;/span&gt; ยางห่วงเล็กๆที่ใช้รัดแบร็กเก็ตกันลวดให้อยู่กับทีการมัดลวดเข้ากับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;Bracket ด้วย O Ring หรือ Ligature Wire ทำให้เกิดความฝืดและการติด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;(Binding) ระหว่างการเคลื่อนที่ของฟัน การใช้แรงที่เหมาะสม(Optimum Force)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ในการเคลื่อนฟันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะแรงเสียดทานเหล่านั้นมักจะมีค่ามากกว่าแรงที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เหมาะสม (Optimum Force) อีกทั้งพบว่า O Ring จะสูญเสียความยืดหยุ่นภายใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เวลาไม่นานหลังจากนำไปใช้ในช่องปาก การควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างลวดและฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จึงทำได้ไม่ดีนัก และโดยธรรมชาติของวัสดุที่นำมาใช้ผลิต ทำให้ O Ring เป็นแหล่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สะสม Plaque และแบคทีเรียจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-3953658040897582243?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3953658040897582243'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3953658040897582243'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/2.html' title='ลวดจัดฟันที่นิยมใช้ในการจัดฟันมี 2 ชนิด'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-771761109629358336</id><published>2009-10-15T01:43:00.000-07:00</published><updated>2009-10-15T01:49:47.548-07:00</updated><title type='text'>คราบหินปูนคือ..การขูดหินปูน</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม   :   ถาม.คราบฟันหรือหินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  : &lt;/span&gt; หิน ปูนหรือหินน้ำลาย คือ แผ่นคราบจุลินทรีย์ที่แข็งตัว เนื่องจากมีธาตุแคลเซียม จากน้ำลายเข้าไปตกตะกอน แผ่นคราบจุลินทรีย์ หรือ Bacterial plaque คือ คราบสีขาวขุ่นนิ่ม ที่ประกอบด้วยเชื้อโรค ติดอยู่บนตัวฟัน แม้ว่าจะบ้วนน้ำ ก็ไม่สามารถหลุดออกได้ ขบวนการเกิดคราบจุลินทรีย์ เริ่มต้นหลังจากที่แปรงฟัน แล้วเพียง 2-3 นาที โดยจะมีเมือกใสของน้ำลาย มาเกาะที่ตัวฟัน จากนั้นเชื้อโรคที่มีอยู่มากในปาก จะมาเกาะทับถมกันมากๆ เข้าเกิดเป็นคราบจุลินทรีย์ คราบจุลินทรีย์นี้เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคฟันผุและโรคปริทันต์ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป คราบจุลินทรีย์นี้ จะใช้น้ำตาลจากอาหาร สร้างกรดและสารพิษ โดยกรดจะทำลายเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุ สารพิษจะทำให้เหงือกอักเสบ ทำให้เกิดโรคปริทันต์ ถ้าไม่กำจัดคราบจุลินทรีย์ โดยการทำความสะอาดฟัน และเหงือกอย่างดีทุกวัน คราบนี้จะเพิ่มมากขึ้น และทำอันตรายต่อฟันและเหงือก มักพบคราบจุลินทรีย์มาก โดยเฉพาะที่คอฟัน บริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน สามารถใช้สีย้อม ให้เห็นคราบได้ชัดเจน แต่ในรายที่คราบหนามากๆ สามารถเห็นและรู้สึกได้ เมื่อใช้ลิ้นสัมผัสไปตามฟัน&lt;br /&gt;     &lt;img alt="http://img260.imageshack.us/img260/646/412f065879e74c0b97e4471.jpg" src="http://img260.imageshack.us/img260/646/412f065879e74c0b97e4471.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  ความสำคัญและความจำเป็นในการขูดหินปูน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  :&lt;/span&gt;  บนพื้นผิวหินน้ำลาย จะมีคราบจุลินทรีย์ปกคลุม หินน้ำลายที่โผล่พ้นขอบเหงือก จะมองเห็นได้ แต่ส่วนที่อยู่ใต้เหงือก จะมองไม่เห็น หินปูนหรือคราบจุลินทรีย์ ที่ยึดติดอยู่บนหินปูนใต้เหงือก ไม่สามารถกำจัดออกได้ โดยวิธีการทำความสะอาดฟันด้วยตัวเอง ต้องอาศัยทันตแพทย์ ช่วยกำจัดหินปูนให้ ทันตแพทย์จะขูดหินปูนออก ทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก จากนั้นทำรากฟันให้เรียบ (root planning) ปราศจากสารพิษใดๆ เพื่อให้เหงือกยึดแน่น รอบตัวฟันเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขูดหินปูนให้หมดจริงๆ อาจต้องใช้เวลาพอควร อาจต้องนัดครั้งละ 30-45 นาที เป็นเวลา 2-4 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับ ความมากน้อยของหินปูน ความลึกของร่องลึกปริทันต์ ความแข็งของหินปูนเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นประมาณ 4-6 อาทิตย์ ทันตแพทย์จะประเมินผลดูว่า ผู้ป่วยหายจากโรคปริทันต์หรือไม่ โดยดูลักษณะเหงือกว่า กลับสู่สภาพเดิมหรือยัง มีเลือดออกเวลาแปรงฟัน และเมื่อใช้เครื่องมือวัดร่องลึกปริทันต์ ว่าตื้นขึ้น หรือเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ ถ้ายังมีความลึกของ ร่องลึกปริทันต์อยู่ ทันตแพทย์จะพิจารณาว่า ควรจะทำการผ่าตัดหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นกับ การร่วมมือของผู้ป่วย ในการทำความสะอาดด้วย แม้ว่าเหงือกจะกลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ถ้าผู้ป่วยละเลย ไม่ทำความสะอาด อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ก็สามารถที่จะกลับมาเป็นโรคปริทันต์ได้อีก&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  ควรเริ่มขูดหินปูนตั้งแต่วัยใด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  :&lt;/span&gt;  สามารถขูดหินปูนได้ทุกวัย แม้กระทั่งในวัยเด็กที่มีฟันน้ำนมขึ้นแล้วไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  ระยะความถี่ห่างของการขูดหินปูนที่เหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  :&lt;/span&gt;  ในระยะแรกๆ หลังการขูดหินปูน ควรกลับมาให้ทันตแพทย์ ตรวจและทำความสะอาด ภายใน 2-3 เดือน จากนั้น ถ้าผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดได้ดี ไม่มีเหงือกอักเสบ หรือไม่มีร่องลึกปริทันต์ ทันตแพทย์จะนัดผู้ป่วย มาตรวจและขูดหินปูน ภายใน 5-6 เดือน โดยทุกครั้ง จะดูความร่วมมือของผู้ป่วย และอาจทบทวน วิธีการทำความสะอาด ฟันและเหงือกด้วย&lt;br /&gt;     &lt;img style="width: 255px; height: 155px;" alt="http://img94.imageshack.us/img94/7100/plague764889096490975.jpg" src="http://img94.imageshack.us/img94/7100/plague764889096490975.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 177px; height: 171px;" alt="http://img260.imageshack.us/img260/6482/calculus36500427.jpg" src="http://img260.imageshack.us/img260/6482/calculus36500427.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  การขูดหินปูนบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่อฟันหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  :&lt;/span&gt;  ใน บางครั้ง จะทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้บ้าง ภายหลังการขูดหินปูน และอาจมีการเจ็บเหงือกบ้างบางครั้ง แต่การดูแลรักษาความสะอาดที่ถูกต้อง จะทำให้อาการดังกล่าวหายไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  ถ้าไม่ขูดหินปูนจะเกิดผลเสียอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  :&lt;/span&gt;  จะทำให้เกิดโรคปริทันต์ โดยท่านอาจมีอาการดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.เลือดออกขณะแปรงฟัน&lt;br /&gt;2.เหงือกบวมแดง&lt;br /&gt;3.มีกลิ่นปาก&lt;br /&gt;4.เหงือกร่น&lt;br /&gt;5.มีหนองออกจากร่องเหงือก&lt;br /&gt;6.ฟันโยก&lt;br /&gt;7.ฟันเคลื่อนออกจากกัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกกับเลือดหยุดยาก สามารถขูดหินปูนได้หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  : &lt;/span&gt; ผู้ป่วยที่มีเลือดหยุดยาก ควรจะมีการปรึกษาแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ปรึกษา และวางแผนการรักษาร่วมกับทันตแพทย์ โดยอาจจะต้องหยุดยา ที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า หรือในกรณีที่มีเลือด ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด อาจต้องให้เลือด หรือสารทดแทนก่อนขูดหินปูน เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อน หรือเลือดไหลไม่หยุด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  การป้องกันในการเกิดคราบหินปูน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  :&lt;/span&gt;  ประกอบ ด้วยการทำความสะอาดฟัน นั้นคือ การแปรงฟันให้ถูกวิธี การทำความสะอาดซอกฟัน รวมทั้งการนวดเหงือก ซึ่งมีหลายวิธี เช่นการใช้เส้นใยขัดฟัน (flossing) ปุ่มนวดเหงือก (rubber tip) แปรงระหว่างซอกฟัน (proxmal brush) ผ้าก็อซ (gauze strip) ไม้กระตุ้นเหงือก การที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ตัวใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณา และคำแนะนำของทันตแพทย์&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถาม  :  ข้อแนะนำท้ายรายการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ  :&lt;/span&gt;  ท่านสามารถป้องกันโรคฟันผุ และโรคปริทันต์ ได้โดยการกำจัดคราบจุลินทรีย์ ในช่องปากของท่าน โดยการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.แปรง ฟันวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ ให้บ้วนน้ำแรงๆ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร&lt;br /&gt;2.ทำความสะอาดซอกฟัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง&lt;br /&gt;3.หลีกเลี่ยงอาหารหวานๆ โดยเฉพาะระหว่างมื้อ&lt;br /&gt;4.พบ ทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสภาพเหงือกและฟัน เพื่อทำความสะอาดฟัน บริเวณที่เหลือ จากการทำความสะอาด และรับการรักษาระยะเริ่มแรก ก่อนที่ท่านจะต้องสูญเสียฟันของท่าน เนื่องจากโรคฟันผุและปริทันต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ที่มา : ทพ. มหิศร วิเศษจัง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-771761109629358336?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/771761109629358336'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/771761109629358336'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_15.html' title='คราบหินปูนคือ..การขูดหินปูน'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-5079309561545029716</id><published>2009-10-13T11:01:00.000-07:00</published><updated>2009-10-13T11:07:13.678-07:00</updated><title type='text'>วิธีแก้ปวดฟันด้วยวิธีธรรมชาติ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;อาการปวดฟัน (Toothaches&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;) ส่วนใหญ่มีผลมาจากฟันผุ ซึ่งในระยะเริ่มแรกจะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มภายใน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เมื่อเกิดอาการบวม จะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง และในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาการปวดก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนองบริเวณปลายรากฟันอาการปวดอาจกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;นอกจากนี้ อาการปวดฟันอาจเกิดจากวัสดุอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุด และเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่น และรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมา ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันและปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดี ก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษ ต่อของร้อนหรือของเย็นได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;วิธีลดอาการปวดฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 233px; height: 154px;" alt="http://img79.imageshack.us/img79/9570/howtoalleviateatoothach.jpg" src="http://img79.imageshack.us/img79/9570/howtoalleviateatoothach.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 122px; height: 153px;" alt="http://img394.imageshack.us/img394/6113/70481077050149.th.jpg" src="http://img394.imageshack.us/img394/6113/70481077050149.th.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วล่ะก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้ดูสิ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ใน กรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดทั้งอาการปวดและบวม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟ หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เมื่อ ต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็น หรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้ โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เลี่ยง อาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการ งดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่ง ที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรงๆ กับวัตถุแข็งๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้ หลุดออกมาง่ายขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;นวดกดจุด ลดอาการปวด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หลายคนคงคุ้นเคยกับการนวดกดจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้เราลองมานวดกดจุด เพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;นวดคลึงเบาๆ ที่แก้มบริเวณเหนือฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ใช้ น้ำแข็งก้อนเล็กๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สำหรับ คนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบน ให้วางนิ้วหัวแม่มือตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณ 1 นิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรงๆ ประมาณ 10 นาที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;สมุนไพรบรรเทาปวด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกิน ทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง ลองมาสยบอาการปวด ด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ว่าน หางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรค และสลายพิษ (Neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวด หรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; น้ำมัน ละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้นนอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ หรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่น ไซโตไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; น้ำมัน กานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไป อาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้ อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วใช้สำลีอุดฟันซี่ที่ปวด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในประมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวัน เพื่อแก้อาการปวดฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; ผัก บุ้งนา นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; มะระ นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;•&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; กุยช่าย ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกิน ฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้ 1 คืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic;font-size:78%;" &gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-style: italic;font-size:78%;" &gt;นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 191           &lt;/span&gt;&lt;!-- InstanceEndEditable --&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-5079309561545029716?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5079309561545029716'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5079309561545029716'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_3399.html' title='วิธีแก้ปวดฟันด้วยวิธีธรรมชาติ'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-5355980257162303036</id><published>2009-10-13T00:12:00.000-07:00</published><updated>2009-10-13T00:14:42.990-07:00</updated><title type='text'>หลักการ และแนวคิดในการเคลือบหลุม และร่องฟัน</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;1. การเกิดโรคฟันผุและการป้องกันฟันผุด้วยการเคลือบหลุมร่องฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคฟันผุเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการสูญเสียแร่ธาตุ และการสะสมแร่ธาตุกลับคืนมาของฟัน ซึ่งกระบวนการดังกล่าว จะเกิดขึ้นทันทีที่ฟันขึ้นมาในช่องปาก  เมื่อฟันมีการสูญเสียแร่ธาตุมากขึ้น จนถึงขั้นไม่สามารถกลับคืนเป็นผิวเคลือบฟันปกติได้อีก ก็จะปรากฏเป็นรอยฟันผ ุหรือโพรงฟันผุที่สามารถสังเกตพบได้ทางคลินิก จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ฟันผุจะพบมากที่สุด ในฟันกรามแท้ซี่แรกด้านบดเคี้ยว และจากผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ก็พบว่า สำหรับคนไทยนั้น เด็กไทยอายุ 12 ปี มีฟันผุที่ฟันกรามแท้ซี่ 1 และ 2 เป็นส่วนใหญ่  นอกจากนี้ ยังมีรายงานการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พบว่า ฟันผุส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นที่หลุมและร่องฟัน ก่อนตำแหน่งอื่นๆ ดังนั้น ด้านบดเคี้ยว จึงเป็นตำแหน่งที่เกิดฟันผุได้มากที่สุด โดยฟันผุที่เกิดขึ้นที่ตำแหน่งดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของฟันผุทุกตำแหน่งในช่องปาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าในปัจจุบันแนวโน้มการเกิดโรค ฟันผุจะไม่รุนแรงเท่า 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการควบคุมและป้องกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดโรคฟันผุ ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยับยั้งโรคฟันผุ ในขั้นตอนการดำเนินของโรคแต่ละขั้น จึงยังเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น สำหรับการดำเนินงานทันตสาธารณสุขในปัจจุบัน มาตรการที่ได้รับการยืนยันว่า สามารถป้องกันการเกิดฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพมีหลายอย่าง อาทิ เช่น การเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปา (water fluoridation) การใช้ฟลูออไรด์ทางคลินิกทั้งชนิดเจล (fluoride gel) และวาร์นิช (fluoride varnish) การใช้คลอเฮ็กซิดีน (chlorhexidine) การเคลือบหลุมร่องฟัน (sealant) และการให้คำปรึกษา เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการที่ฟันผุส่วนใหญ่มักจะเกิด ขึ้น ที่บริเวณหลุมและร่องฟันก่อนตำแหน่งอื่น ทำให้การเคลือบหลุมร่องฟัน ได้รับการยอมรับว่า เป็นวิธีการป้องกันฟันผุที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดี ในการป้องกันฟันผุโดยเฉพาะที่หลุมร่องฟัน  ซึ่งในครั้งแรก การเคลือบหลุมร่องฟัน ได้พัฒนาขึ้นมาจากการพยายามใช้ zinc phosphate cement ฉาบบริเวณหลุมและร่องของฟัน นอกจากนี้ ยังมีความพยายามลบหลุมร่องฟัน ด้วยเครื่องมือ และสารเคมีชนิดต่างๆ (enameloplasty) รวมทั้งวิธีการอื่นๆ จนถึงปี ค.ศ.1955 Buonocore ได้นำเสนอการใช้เทคนิคการ bonding ขึ้นเป็นครั้งแรก จึงเป็นแนวทางให้เกิด การพัฒนาวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดเรซิน ขึ้นในที่สุด ทั้งนี้ การเคลือบหลุมและร่องฟัน เพื่อป้องกันโรคฟันผุด้านบดเคี้ยว สามารถทำได้ทั้งบนผิวฟันที่ยังไม่ผุ และฟันผุในระยะเริ่มต้น เป็นวิธีการที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา ไม่ต้องใช้เครื่องมือมาก ไม่ต้องกรอตัดชิ้นส่วนของฟัน ไม่แพง และสามารถทำซ้ำได้ ซึ่งการเคลือบหลุมและร่องฟันเป็นวิธีการป้องกันวิธีหนึ่งที่ทันสมัย เป็นวิทยาศาสตร์ และรบกวนเนื้อฟันน้อยที่สุด (minimal invasive) ซึ่งควรนำมาใช้เป็นวิธีการป้องกันฟันผุ แทนการกำจัดรอยโรคโดยการทำลายเนื้อฟันออกไป ตามแนวคิดเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ พบว่าฟันที่ได้รับการเคลือบหลุมร่องฟัน จะมีอัตราการเกิดฟันผุต่ำกว่าฟันที่ไม่ได้เคลือบถึง 71% โดยมีคำแนะนำที่สำคัญในการเคลือบหลุมร่องฟัน ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 1. การเคลือบหลุมร่องฟันจะเป็น ประโยชน์ และมีประสิทธิภาพมาก หากดำเนินการด้วยความประณีต โดยบุคลากรที่มีความชำนาญ โดยเฉพาะในฟันที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ หรือเกิดฟันผุในระยะเริ่มแรกไปแล้ว&lt;br /&gt; 2. ฟันที่มีลักษณะเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ และควรได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันนั้น สามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ รวมถึงในฟันน้ำนมด้วย&lt;br /&gt; 3. ขั้น ตอนการเคลือบวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันลงบนผิวฟันที่ดี จะเพิ่มประสิทธิภาพได้มาก หากมีการทำความสะอาดในหลุมร่องฟันก่อนการเคลือบ ทั้งนี้ ในบางกรณีสามารถพิจารณากรอเปิดหลุมร่องฟัน ให้กว้างขึ้นก็ได้ แต่ต้องทำให้น้อยที่สุด&lt;br /&gt; 4. ควรศึกษาหาความรู้และติดตามการเปลี่ยนแปลง ของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางวัสดุศาสตร์ใหม่ๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;2. การเคลือบหลุมร่องฟันด้วยวัสดุชนิดกลาสไอโอโนเมอร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากแนวคิดที่เชื่อว่าการใช้วัสดุ ที่สามารถให้ฟลูออไรด์กับผิวฟันได้อย่างต่อเนื่อง น่าจะทำให้มีผลดีในการป้องกันฟันผุเพิ่มมากขึ้น จึงมีความพยายามนำเอาวัสดุที่ปลดปล่อยฟลูออไรด์ มาพัฒนาเป็นวัสดุเคลือบหลุมร่องฟัน เพราะนอกจากจะมีความสามารถสูงในการปลดปล่อยฟลูออไรด์ แล้ว ยังส่งผลในการป้องกันฟันผุโดยวิธีการเคลือบหลุมร่องฟันอีกด้วย และกลาสไอโอโนเมอร์ยังมีคุณลักษณะที่เหมาะสมอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น สามารถยึดติดกับผิวฟันด้วยพันธะเคมี ช่วยลดการเตรียมฟันโดยการกรอตัดเนื้อฟัน เข้ากันได้กับเนื้อเยื่อของโพรงประสาทฟัน สัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนมีค่าต่ำกว่าเนื้อฟันเพียงเล็ก น้อย เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคุณสมบัติของวัสดุชนิดกลาสไอโอ โนเมอร์ดังกล่าวข้างต้น เมื่อนำมาผลิต เป็นวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว พบว่า ยังมีคุณสมบัติทางกายภาพบางประการ ที่ไม่ทัดเทียมกับวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดเรซิน ซึ่งเป็นวัสดุใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน แต่ก็มีผู้ให้ความสนใจศึกษาคุณลักษณะ และข้อดีข้อเสียของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดนี้เป็นจำนวนมาก แม้ว่าหลายการศึกษาจะพบว่าอัตราการยึดติด (retention rate) ของการเคลือบหลุมร่องฟัน ด้วยกลาสไอโอโนเมอร์จะต่ำกว่าชนิดเรซิน แต่ก็มีการศึกษาที่พบ ข้อดีที่เกิดขึ้นจากคุณสมบัติ การปลดปล่อยฟลูออไรด์ เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  * พบว่า อัตราการป้องกันฟันผุของการเคลือบหลุมร่องฟัน ด้วยกลาสไอโอโนเมอร์มีค่าเป็นที่น่าพอใจ แม้วัสดุนั้นจะหลุดออกไปจากผิวฟันแล้วก็ตาม&lt;br /&gt;  * พบว่า การเคลือบหลุมร่องฟันด้วยกลาสไอโอโนเมอร์ ยังสามารถป้องกันการเกิดฟันผุของเคลือบฟัน ในส่วนที่ติดกับวัสดุ แม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะไม่ได้รับการเคลือบด้วยวัสดุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการประชุมวิชาการ International Association for Dental Research (IADR) ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปี ค.ศ.1996 มีผลการสัมมนาสำคัญ ที่เกี่ยวกับการเคลือบหลุมร่องฟันด้วย กลาสไอโอโนเมอร์ ที่ชี้ให้เห็นหลักฐานทางวิชาการในปัจจุบันว่า แม้การเคลือบหลุมร่องฟันด้วย กลาสไอโอโนเมอร์ จะยังมีความสามารถในการยึดติดกับผิวฟันต่ำกว่าการเคลือบหลุมร่องฟันด้วยเรซิ นก็ตาม แต่ก็มีประโยชน์ในการป้องกันฟันผุได้ดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาอีกมาก ที่สนับสนุนว่า ไม่ว่า retention rate ของการเคลือบหลุมร่องฟันด้วยกลาสไอโอโนเมอร์จะมีค่าต่ำกว่าเพียงใด แต่ความสามารถในการป้องกันฟันผุของวัสดุทั้งสองชนิด ยังไม่สามารถกล่าวอ้างว่า วัสดุชนิดใดมีความสามารถเหนือกว่าวัสดุอีกชนิดหนึ่งอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบัน นอกจากวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ที่นำมาผลิตเป็นสารเคลือบหลุมร่องฟันโดยตรง เช่น Fuji III, Fuji III LC แล้ว ยังมีวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการบูรณะฟันแบบอื่นๆ ในท้องตลาดอีกหลายชนิด ที่สำคัญคือวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์สำหรับการบูรณะฟันผุแบบ Atraumatic Restorative Treatment (ART) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติทางกายภาพ แตกต่างไปจากวัสดุที่นำมาเคลือบหลุมร่องฟันเล็กน้อย และมีผู้นำเอาวัสดุดังกล่าว มาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุเคลือบหลุม-ร่องฟันแทน ซึ่งพบว่าผลการศึกษาเป็นที่น่าพอใจ นอกเหนือจากผลการป้องกันฟันผุที่ได้แล้ว เนื่องจากวัสดุดังกล่าวผลิตมา เพื่อใช้ในหน่วยเคลื่อนที่ หรือในสถานการณ์ที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางทันตกรรม โดยพัฒนาให้สามารถใช้อุดฟันได้ ด้วยแรงกดจากนิ้วมือของทันตแพทย์ จึงทำให้สามารถนำวัสดุดังกล่าว มาปรับใช้เป็นวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันได้สะดวกขึ้น นอกจากการนำวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ ที่ใช้สำหรับงาน ART มาเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว ยังมีนักวิจัยอีกหลายคนที่นำเอากลาสไอโอโนเมอร์ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นวัสดุสำหรับการบูรณะฟันชนิดอื่นๆ เช่น Ketac Molar, Vitremer ฯลฯ มาทดลองใช้เป็นวัสดุเคลือบหลุมร่องฟัน ซึ่งในหลายการศึกษาก็พบว่า ให้ผลในการป้องกันฟันผุเป็นที่น่าพอใจด้วยเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ในการเลือกใช้วัสดุกลาสไอโอโนเมอร์เพื่อเคลือบหลุมร่องฟัน ทันตบุคลากร จึงควรจะได้ศึกษาให้เข้าใจคุณสมบัติทางวัสดุศาสตร์ ข้อเด่น ข้อด้อย ข้อบ่งใช้ และเทคนิคการใช้อื่นๆ ของวัสดุชนิดนี้ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จในการป้องกันฟันผุที่น่าพึงพอใจต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ที่มา : http://dental.anamai.moph.go.th&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-5355980257162303036?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5355980257162303036'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5355980257162303036'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_13.html' title='หลักการ และแนวคิดในการเคลือบหลุม และร่องฟัน'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8000573663254672063</id><published>2009-10-13T00:00:00.000-07:00</published><updated>2009-10-13T00:04:46.251-07:00</updated><title type='text'>สธ.ชวน ปชช.ทำ “รากฟันเทียมฟรีใน 85 โรงพยาบาล” 21 ต.ค.นี้</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เชิญชวน ประชาชนทั่วไป และผู้สูงอายุที่ใส่ฟันเทียมทั้งปากแล้วมีปัญหา เช่นหลวมหลุดง่าย เข้ารับบริการตรวจสุขภาพช่องปากและทำรากฟันเทียมฟรี เนื่องในวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันที่ 21 ตุลาคม ทุกปี แจ้งลงทะเบียนได้ที่โรงพยาบาล 85 แห่งที่ร่วมโครงการหรือที่สถาบันทันตกรรม จ.นนทบุรี ชี้ผลสำรวจล่าสุดในปี 2550 พบผู้สูงอายุเหลือฟันเคี้ยวอาหารได้เพียงคนละ 3 คู่ มีประมาณ 6 แสนคนที่เหลือแต่เหงือกล้วน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       วันนี้ (12 ต.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ และทันตแพทย์สมชัย ชัยศุภมงคลลาภ ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม ร่วมกันแถลงข่าว “การจัดบริการทันตกรรม เนื่องในวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;     &lt;img style="width: 192px; height: 195px;" alt="http://img26.imageshack.us/img26/6645/subperiostealimplant732.jpg" src="http://img26.imageshack.us/img26/6645/subperiostealimplant732.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 185px; height: 177px;" alt="http://img383.imageshack.us/img383/7310/kirklanddentistimplantf.jpg" src="http://img383.imageshack.us/img383/7310/kirklanddentistimplantf.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       นายวิทยา กล่าวว่า เนื่องในวันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า พระมารดาแห่งการทันตสาธารณสุขไทย ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และคณทันตแพทยศาสตร์ 6 มหาวิทยาลัย จัดโครงการตรวจสุขภาพช่องปากแก่ประชาชนทั่วไป และบริการฝังรากฟันเทียมฟรี แก่ผู้สูงอายุที่ใส่ฟันเทียมทั้งปาก ในโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2551-2554 เป้าหมาย 10,000 ราย ซึ่งหลังใส่แล้วมีปัญหาเช่นฟันหลวม หลุดง่าย ใช้เคี้ยวอาหารไม่ได้ การฝังรากฟันเทียมนี้ จะช่วยยึดฟันเทียมให้แน่นช่วยในการเคี้ยวบดอาหารได้ดีขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ด้าน นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า บริการฝังรากฟันเทียมฟรีจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ประชาชนและผู้สูงอายุสามารถแจ้งลงทะเบียนได้ที่โรงพยาบาลทั้งหมด 85 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลประจำจังหวัดสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 76 แห่งทั่วประเทศ รพ.ศิริราช รพ.ตำรวจ รพ.จุฬาลงกรณ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หาดใหญ่ หรือสมัครที่สถาบันทันตกรรม ใกล้ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี โทร.02-5884005-8 ต่อ 103 รับไม่จำกัดจำนวน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ด้านนพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผลการสำรวจสุขภาพช่องปากระดับประเทศครั้งล่าสุดในปี 2550 พบคนไทยกว่าร้อยละ 50 มีปัญหาฟันผุ โดยในกลุ่มของคนวัยทำงานคืออายุ 35-44 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เหลือฟันไม่ครบปาก คือ ครบ 32 ซี่ โดยวัยทำงานร้อยละ 83 มีฟันเฉลี่ย 28 ซี่ ส่วนผู้สูงอายุโดยเฉลี่ยสูญเสียฟันมากกว่าคนละ 10 ซี่ และมีผู้สูงอายุร้อยละ 10 หรือประมาณ 6 แสนคน ไม่มีฟันเหลืออยู่เลย พบในภาคกลางมากที่สุด ส่วนในด้านการเคี้ยวอาหาร พบผู้สูงอายุมีฟันที่เคี้ยวอาหารได้เพียงคนละ 3 คู่ และหากอายุ 80 ปีขึ้นไป จะลดลงเหลือคนละ 1 คู่เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;    &lt;img style="width: 321px; height: 296px;" alt="http://img26.imageshack.us/img26/4235/implants274642817466038.jpg" src="http://img26.imageshack.us/img26/4235/implants274642817466038.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       การฝังรากฟันเทียม เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ต้องทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ผ่านมาประชาชนเข้าถึงบริการนี้น้อย เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงถึงรากละ 50,000-120,000 บาท เพราะต้องนำเข้ารากฟันเทียมจากต่างประเทศ มูลค่าการนำเข้า ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี สำหรับโครงการรากฟันเทียมที่ใช้ในโครงการนี้ ผลิตโดยศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง (ADTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ คุณภาพดีเทียบเท่ามาตรฐานยุโรป โดยจะใส่ให้คนละ 2 ราก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้ารับการฝังรากฟันเทียม จะต้องไม่มีโรคประจำตัวที่สำคัญคือ โรคหัวใจ เบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้ควบคุม โดยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ใช้เวลาผ่าตัดนาน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น จะทิ้งเวลาเพื่อให้กระดูกยึดเกาะที่รากฟันเทียม ใช้เวลา 4 เดือน จากนั้นจึงจะทำการยึดฟันปลอมลงบนรากฟันเทียมอีกชั้นหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic; font-weight: bold;font-size:78%;" &gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;span style="font-style: italic;font-size:78%;" &gt;ASTV MANAGER&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8000573663254672063?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8000573663254672063'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8000573663254672063'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/85-21.html' title='สธ.ชวน ปชช.ทำ “รากฟันเทียมฟรีใน 85 โรงพยาบาล” 21 ต.ค.นี้'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1242952740084367888</id><published>2009-10-09T06:45:00.000-07:00</published><updated>2009-10-09T06:52:38.853-07:00</updated><title type='text'>เตือน ทำฟันขาว-ขัดฟันขาว ระวังเสียวฟัน - ครีมทำฟันขาวอาจทำลายฟัน</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;อ.ดร.ชีรีน เอส.เอเซอร์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเทท สหรัฐฯ ทำการศึกษาตัวอย่างฟัน 50 ซี่ สุ่มแบ่งทดลองใช้ครีมทำฟันขาวชนิดต่างๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ผลการศึกษาพบว่า ครีมและยาสีฟันชนิดทำให้ฟันขาว (bleaching) ทำให้เคลือบฟันชั้นนอกบาง หรือสึกลงได้เล็กน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ขนาดของการสึกกร่อนอยู่ในระดับนาโนเมตร = 1 ในล้านมิลลิเมตร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;นอกจากนั้นครีมทำฟันขาวยังทำให้ความ ยืดหยุ่น (elasticity) ของฟันตกลงไป ทำให้เคลือบฟันแตกหรือเปราะง่าย เปรียบคล้ายน้ำแข็งที่เปราะกว่ายางลบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ข่าวดีคือ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; การใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ช่วยซ่อมแซมปัญหาฟันสึกได้เป็นส่วนใหญ่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;วิธีหลีกเลี่ยงปัญหาฟันสึก ซึ่งทำให้มีอาการเสียวฟันและฟันผุได้ง่ายได้แก่ Mayoclinic , Toothclub.hk&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img alt="http://img57.imageshack.us/img57/9905/teethnwhitener614504561.jpg" src="http://img57.imageshack.us/img57/9905/teethnwhitener614504561.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      1. หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม (ไม่ดื่มเลยเป็นดีที่สุด)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      2. ถ้าดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มให้กำลังงาน (เปรี้ยวจัด+หวานจัด)... ควรกลืนลงไปทันที แล้วบ้วนปากหลายๆ ครั้งทันที อย่าอมหรือจิบทีละน้อย เนื่องจากโอกาสฟันสึกแปรตามระยะเวลาสัมผัสกับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      3. หลังกินยาน้ำ (ยาน้ำส่วนใหญ่แต่งรสด้วยกรดอ่อนและน้ำตาล) โดยเฉพาะยาลดกรด (เป็นด่าง)... ให้บ้วนปากหลายๆ ครั้งทันที &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      4. หลังกินผลไม้ อาหารที่มีรสเปรี้ยว เช่น ยำ สลัดบางชนิด ฯลฯ หรือดื่มเครื่องดื่ม-ยา (ตามข้อ 1-3) ไม่ควรแปรงฟันทันที... ให้บ้วนปากหลายๆ ครั้ง แล้วรอ 30-60 นาที เนื่องจากการสัมผัสกรดหรือด่างจะทำให้เคลือบฟันอ่อนลงไประยะหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      5. ฝึกแปรงฟันให้ถูกวิธี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      6. แปรงฟันด้วยแปรงขนอ่อน (soft) หรืออ่อนมาก (extrasoft)... 2-3 ครั้ง/วัน แปรงมากกว่านี้เพิ่มเสี่ยงฟันสึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      7. แปรงฟันเบาๆ... แปรงแรงๆ เพิ่มเสี่ยงฟันสึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      8. ฝึกใช้ไหมขัดฟัน ซึ่งเป็นวิธีช่วยลดคราบจุลินทรีย์ได้ดีมาก โดยเฉพาะผิวฟันที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึงมีมากถึง 30-40% ของพื้นที่ฟันทั้งหมด และใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      9. แปรงลิ้นวันละครั้ง เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในช่องปาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      10. ดื่มน้ำให้มากพอทุกวัน... การดื่มน้ำน้อยจะทำให้ปริมาณน้ำลายลดลง ความเข้มข้นน้ำลายเพิ่มขึ้น เชื้อโรคในช่องปากมากขึ้น (น้ำลายทำหน้าที่ชำระล้างช่องปากแล้วกลืนลงไป เปรียบคล้ายน้ำชำระล้างไปในตัว)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      11. บ้วนปากหลังกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำและน้ำชาทันที ถ้าไม่มีโอกาสบ้วนปาก... การกลืนน้ำเปล่าตามช่วยได้เช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      12. ตรวจช่องปากกับหมอฟันทุกๆ 6-12 เดือน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://health2u.exteen.com/20090423/entry-8"&gt;&lt;span&gt;บล็อก นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:130%;" &gt;บทความที่แนะนำ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://health2u.exteen.com/20090423/entry-8"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/08/tooth-whitening.html"&gt;1.ฟอกสีฟันขาว -Tooth Whitening&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/08/1-in-office-bleaching-2.html"&gt;2. In-office bleaching (การฟอกสีฟันในคลินิก)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/08/2-home-bleaching.html"&gt;3. Home Bleaching (การกลับไปฟอกสีฟันเองที่บ้าน)&lt;/a&gt;&lt;a href="http://health2u.exteen.com/20090423/entry-8"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1242952740084367888?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1242952740084367888'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1242952740084367888'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_6406.html' title='เตือน ทำฟันขาว-ขัดฟันขาว ระวังเสียวฟัน - ครีมทำฟันขาวอาจทำลายฟัน'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-2709420243367655243</id><published>2009-10-09T06:34:00.000-07:00</published><updated>2009-10-13T00:07:10.206-07:00</updated><title type='text'>การทำฟันขาว มีค่าใช้จ่ายประมาณ?</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;font-size:130%;"  &gt;ผู้ถาม คุณสุวรรณา/หนองคาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic; font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ดิฉันมีฟันสีเหลืองที่ผิดปกติอยู่ซี่หนึ่ง อยากทราบว่าพอจะมีวิธีใดบ้างที่จะรักษาให้หายเป็นปกติ และค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ดิฉัน มีปัญหา คือ ฟันด้านหน้าซี่เดียวด้านขวา (ของตัวเอง) มีสีเหลืองกว่าฟันซี่อื่นๆ ดิฉันอายุ ๓๕ ปี ไม่มีปัญหาเรื่องฟัน ไม่เคยถอนฟันเพราะฟันผุหรืออย่างอื่นใด ฟันครบ ๓๒ ซี่ ดีทุกอย่าง มีคนบอกว่า ฟันสีเหลืองของดิฉันเป็นฟันตาย (ถูกกระทบกระแทก) หรือบางทีเกิดจากกินยาแก้อักเสบมากไป ดันก็ไม่แน่ใจตัวเอง เพราะฟันเหลืองมาได้ประมาณกว่า ๑๐ ปีแล้ว จึงขอเรียนถามคุณหมอดังนี้ค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1. มีวิธีที่จะทำอย่างไรให้ฟันซี่นั้นขาวเป็นปกติ และค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2. สมควรหรือเปล่าที่จะทำให้ขาว และจะมีผลข้างเคียงหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3. ทำแล้วจะต้องทำเรื่อยๆ หรือเปล่า หรือมีการทำแบบถาวรหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4. ควรจะไปทำที่ไหนถึงจะมั่นใจว่ามีความปลอดภัยที่สุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;font-size:130%;"  &gt;ผู้ตอบ ท.พ.ไพฑูรย์ สุริยะวงศ์ไพศาล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ฟัน ของคุณที่เหลืองผิดปกติกว่าซี่อื่นมา ๑๐ ปีแล้ว คงจะไม่ได้เกิดจากการกินยาผิด เนื่องจากเป็นแค่ซี่เดียว จึงน่าจะเกิดจากการกระทบกระแทกหรือการอุดฟันที่ผิดวิธีทำให้ฟันตาย ควรไปพบทันตแพทย์ที่คุณหรือเพื่อนคุณรู้จักดี แล้วขอให้หมอตรวจก่อน อาจต้องเอกซเรย์ดูว่าปลายรากฟันมีความผิดปกติหรือไม่ (มักจะพบว่ามีความผิดปกติ) ถ้ามีก็ต้องแก้ไขก่อน แล้วจึงมาแก้สีให้ขาว ซึ่งทำได้ 2 วิธี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1. &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/08/tooth-whitening.html"&gt;การฟอกสีฟัน &lt;/a&gt;ถ้าสีไม่เข้มจนออกเทาหรือดำก็จะได้ผลดี แต่อาจต้องทำซ้ำใน 3-4 ปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2. การครอบฟันด้วยพอสเลน (กระเบื้อง) จะได้ผลถาวร แต่ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่า รายละเอียดของแต่ละวิธี คุณสามารถปรึกษากับหมอที่ให้การรักษาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ที่มา http://www.doctor.or.th/node/2881&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:130%;" &gt;&lt;br /&gt;บทความที่แนะนำ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/08/tooth-whitening.html"&gt;1.ฟอกสีฟันขาว -Tooth Whitening&lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/08/1-in-office-bleaching-2.html"&gt;2. In-office bleaching (การฟอกสีฟันในคลินิก)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/08/2-home-bleaching.html"&gt;3. Home Bleaching (การกลับไปฟอกสีฟันเองที่บ้าน)&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-2709420243367655243?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2709420243367655243'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2709420243367655243'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_09.html' title='การทำฟันขาว มีค่าใช้จ่ายประมาณ?'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8604759039161462473</id><published>2009-10-08T08:47:00.000-07:00</published><updated>2009-10-08T08:51:53.092-07:00</updated><title type='text'>เรื่องกล้วยๆ กับเต้าทึงเย็นแสนอร่อย</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;font-size:130%;"  &gt;เต้าทึงเย็นๆๆๆ จ้า..&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;อากาศร้อนจังเลย มาหาอะไรหวานๆเย็น ทานดับร้อนกันดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      อากาศร้อนๆ ทำให้เรานึกถึงของอร่อยๆ เย็นชุ่มฉ่ำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      อย่างเต้าทึงเย็นไงล่ะ  ทานได้ ทานดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      ทำ ได้ง่ายๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยล่ะค่ะ  (ก็แค่คิดว่ามันไม่ยาก ... ก็สำเร็จไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ..... กำลังใจต้องมาก่อน .... คิดถึงหน้าคนที่เราตั้งใจทำไปฝากเข้าไว้ หรือคิดถึงหน้าของสมาชิกในครอบครัวเข้าไว้)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 486px; height: 381px;" alt="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2006/11/D4904716/D4904716-13.jpg" src="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2006/11/D4904716/D4904716-13.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:arial;font-size:130%;"  &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;เครื่องปรุง/วิธีทำ :&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.  ถั่วแดงหลวง  แช่น้ำไว้สัก 6 ชั่วโมง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.  เม็ดแปะก้วย ที่แกะสำเร็จรูปแล้ว (มีขายเป็นแพ็ค ประมาณ 70 บาท/แพ็ค) แช่น้ำไว้ให้อืดครึ่งชั่วโมงก็พอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3.  ลำใยแห้ง ล้างฝุ่นออกให้สะอาด แช่น้ำไว้ให้อืดสักครึ่งชั่วโมงนะคะ เวลาต้มจะนิ่ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4.  ถั่วทองซีก (ถั่วเขียวเลาะเปลีอกออกแล้ว) แช่น้ำไว้สัก 3 ชั่วโมง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5.  กล้วยอบแห้ง (หั่นเป็นลูกเต๋า)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;6. วุ้นสีขาว ขูดเป็นเส้นยาว หรือหั่นเป็นลูกเต๋า  (นำวุ้นมาละลายน้ำตามสูตรหน้าซอง แล้วต้มให้เดือด/ ทิ้งไว้ให้เย็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;7. น้ำตาลทรายแดง + น้ำตาลกรวด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;8. น้ำแข็งเกร็ด หรือน้ำแข็งหลอด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;วิธีทำ :&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.  นำถั่วแดง/ เม็ดแปะก้วย/ ถั่วทอง ไปนึ่งให้สุก นิ่ม  พักไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; 2.  ต้มลำใยแห้งกับน้ำตาลกรวด + น้ำตาลทรายแดง (น้ำ 1 ส่วน น้ำตาลกรวด 1/4 ส่วน และน้ำตาลทรายแดง 1/4 ส่วน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3. เตรียมวุ้นสีขาว ขูดเป็นเส้นยาว หรือหั่นเป็นลูกเต๋าพักไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4.  หั่นกล้วยอบแห้ง เป็นลูกเต๋า พักไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;วิธีทาน :&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.  ตักส่วนผสมทั้งหมดลงในถ้วยตามปริมาณที่ชอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.  ราดด้วยน้ำเชื่อมลำใย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3.  เติมน้ำแข็งเกล็ดเท่าที่ใจต้องการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4.  รับประทานตามสะดวก &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8604759039161462473?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8604759039161462473'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8604759039161462473'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_5387.html' title='เรื่องกล้วยๆ กับเต้าทึงเย็นแสนอร่อย'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1313184168975965596</id><published>2009-10-08T05:57:00.000-07:00</published><updated>2009-10-08T06:06:47.285-07:00</updated><title type='text'>ใบแป๊ะก้วย ช่วยทำให้มีความจำที่ดีขึ้นหรือไม่? - เม็ดแปะก๊วย - ใบแปะก้วย - สรรพคุณแปะก๊วย  - ประโยชน์แปะก๊วย - ต้นแปะก๊วย</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;ปัจจุบันมีการโฆษณาเกี่ยวกับใบแป๊ะก้วย (&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ginkgo_biloba"&gt;Ginkgo biloba&lt;/a&gt;) ว่าช่วยป้องกันหรือรักษาโรคสมองเสื่อม จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า ช่วยได้จริงหรือ เพราะหลายคนที่กิน ก็ไม่สามารถบอกได้ ว่าความจำดีขึ้นหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.geocities.com/HotSprings/Bath/8143/alternative_ginkgo_biloba.html"&gt;ใบแป๊ะก้วย&lt;/a&gt; (&lt;a href="http://www.umm.edu/altmed/articles/ginkgo-biloba-000247.htm"&gt;Ginkgo biloba&lt;/a&gt;) มีการขึ้นทะเบียนทั้งเป็นยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ และอาหาร ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทะเบียนยาแผนปัจจุบัน มีขนาดความแรงของสารสกัดจากใบแป๊ะก้วย 40 mg. รับประทานวันละ 3 - 4 เม็ด โดยมีข้อบ่งใช้ คือ&lt;br /&gt;โรคเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ&lt;br /&gt;การไหลเวียนของเลือดส่วนขอบผิดปกติ รวมทั้งโรคของเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;การไหลเวียนของเลือดบริเวณผิวหนังผิดปกติ&lt;br /&gt;ทะเบียน ยาแผนโบราณ ขึ้นทะเบียนในลักษณะผสมกับสมุนไพรตัวอื่น ๆ ที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ยาแผนโบราณเหล่านี้ อนุญาตให้แสดงสรรพคุณ เป็นยาบำรุงร่างกายเท่านั้น&lt;br /&gt;การขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร อนุญาตเฉพาะที่มีขนาดรับประทานไม่เกิน วันละ 120 mg. โดยมากที่มาขออนุญาตจะมีขนาดของสารสกัด 50 mg. หากขออนุญาตเป็นอาหาร จะไม่อนุญาตให้มีการแสดงสรรพคุณ ในลักษณะที่เป็นยา&lt;br /&gt;ใบแป๊ะก้วยที่ปลูก ต่างถิ่นกัน จะมีสารออกฤทธิ์ไม่เท่ากัน สารที่ได้จากการสกัด เป็นสาร Terpene lactone ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมี หลายชนิด เช่น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img alt="http://img16.imageshack.us/img16/1231/0tpxtq41266702651399965.jpg" src="http://img16.imageshack.us/img16/1231/0tpxtq41266702651399965.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Flavoneglycosides&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Ginkgolide&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Bilobalide&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Proanthocyanides&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Carboxillic acid&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Catechines&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อื่น ๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สารลำดับที่ 1 - 3 หากอยู่ร่วมกัน จะมีผลทางการรักษา แต่หากแยกกัน พบว่าไม่มีผลในการรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาร ละลายที่ใช้ในการสกัดใบแป๊ะก้วย ประกอบด้วยน้ำและสารละลายไขมัน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ได้สารลำดับที่ 1 - 3 จำนวนมาก ดังนั้น ผู้ผลิตจึงมีการศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้สารละลายที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในท้องตลาด จึงมีความหลากหลายในด้านคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารสกัด &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ginkgolide"&gt;Ginkgolide&lt;/a&gt; นั้น พบว่ามีผลต้านการเกาะกันของเกร็ดเลือด ดังนั้น สารสกัดใบแป๊ะก้วย จึงห้ามใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Anticoagulants"&gt;anticoagulants&lt;/a&gt;) และสารสกัดบางตัว มีผลต้านฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ ซึ่งเชื่อกันว่าสารอนุมูลิสระ เป็นต้นเหตุของความชรา และความเจ็บป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารสกัด ใบแป๊ะก้วยที่ทำในรูปยา จะสกัดส่วนที่เป็นพิษ ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ คือ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Anacardic_acid"&gt;anacardic acid&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.smart-publications.com/memory/ginkgolic_acid.php"&gt;ginkolic acid&lt;/a&gt; ให้ต่ำกว่า 5 ppm. ดังนั้น สารสำคัญใบแป๊ะก้วยในรูปยา จึงมักใช้สัญญลักษณ์ EGb 761&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการ ศึกษาทางคลินิก และจากรายงานการใช้ยานี้ พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมาก มีอาการอันไม่พึงประสงค์ เช่น อาการปั่นป่วนในทางเดินอาหาร ปวดศีรษะ มึนงง มีความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด ผื่นแพ้ ง่วงซึม ความผิดปกติของระบบประสาท และการนอนหลับผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสรรพคุณอื่น ๆ ที่มีการกล่าวอ้าง เช่น รักษาโรคความจำเสื่อม สมองฝ่อ และการใช้ใบแป๊ะก้วย ในลักษณะเป็นใบแห้งใช้ชงกินแบบชา เพื่อช่วยในเรื่องการบำรุงสมอง บำรุงความจำ หรือช่วยป้องกันสมองเสื่อม นั้น ยังไม่มีข้อมูลมายืนยัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา &lt;/span&gt;http://www.bloggang.com/viewprofile.php?id=marquez&amp;amp;action=viewprofile&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1313184168975965596?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1313184168975965596'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1313184168975965596'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_1872.html' title='ใบแป๊ะก้วย ช่วยทำให้มีความจำที่ดีขึ้นหรือไม่? - เม็ดแปะก๊วย - ใบแปะก้วย - สรรพคุณแปะก๊วย  - ประโยชน์แปะก๊วย - ต้นแปะก๊วย'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1698184354595345089</id><published>2009-10-08T05:53:00.000-07:00</published><updated>2009-10-08T06:05:33.437-07:00</updated><title type='text'>ประโยชน์ของใบแปะก๊วย...เม็ดแปะก๊วย - ใบแปะก้วย - สรรพคุณแปะก๊วย - ประโยชน์แปะก๊วย - ต้นแปะก๊วย</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทราบหรือไม่ว่า ใบแปะก๊วย มีประโยชน์หลากหลาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วันนี้มีเรื่องนี้มาบอก...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารในใบแปะก๊วย มีคุณค่าในการรักษาโรคบางอย่าง โดยจะนำมาใช้ในการควบคุมการไหลเวียนของโลหิต และหลอดเลือด ให้เป็นปกติ ทั้งช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง มือ และเท้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคหอบหืด หลอดลม อักเสบหรือตีบ โรคต้อหิน อาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน และภาวะหมดประจำเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบแปะก๊วยสกัดมีสารประกอบที่มีหน้าที่เสมือนตัวจับอนุมูลอิสระหรือเป็นแอนตี้ออกซิเดนท์ (Antioxidant) ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันการทำลายจากอนุมูลอิสระ ช่วยบรรเทาโรคและลดภาวะต่าง ๆ ที่มักจะพบ ในกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น โรคความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล โรคหลงลืมในผู้สูงอายุ หน้ามืดวิงเวียนและหูอื้อ สับสน มึนงง เหนื่อยล้า ปวดหัว เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบแปะก๊วย สามารถหาซื้อได้ง่าย เพราะมีขายตามท้องตลาดในรูปแบบที่หลากหลายไม่ว่าจะขายใบอบตากแห้ง หรือขายเป็นสารสกัดจากใบในรูปไฟโตโซม ( Phytosome) หรือชาแปะก๊วยที่ชงจากใบอบหรือตากแห้ง โดยมีสรรพคุณลดความเครียดและเพิ่มความแข็งแรงได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 159px; height: 196px;" alt="http://img207.imageshack.us/img207/818/ginkodraw65283036529855.jpg" src="http://img207.imageshack.us/img207/818/ginkodraw65283036529855.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 260px; height: 195px;" alt="http://img16.imageshack.us/img16/1231/0tpxtq41266702651399965.jpg" src="http://img16.imageshack.us/img16/1231/0tpxtq41266702651399965.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าใครไม่อยากเครียดและไม่อยากขี้หลงขี้ลืม ก็ลองหาใบแปะก๊วยมาทานกัน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1698184354595345089?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1698184354595345089'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1698184354595345089'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_08.html' title='ประโยชน์ของใบแปะก๊วย...เม็ดแปะก๊วย - ใบแปะก้วย - สรรพคุณแปะก๊วย - ประโยชน์แปะก๊วย - ต้นแปะก๊วย'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-3478495069509305606</id><published>2009-10-07T11:47:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T11:53:59.267-07:00</updated><title type='text'>เต้าหู้และนมถั่วเหลือง ป้องกันมะเร็งจริงหรือ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เต้าหู้และนมถั่วเหลือง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็วต่อมลูกหมาก แหล่งของแคลเซียมและไขมันโอเมกา 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แนวทางการได้รับประโยชน์สูงสุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ไอโซฟลาโวนในเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลืองและนมถั่วเหลื องไม่ถูกทำลายเมื่อทำให้สุก หากรับประทานนมถั่วเหลืองแทนผลิตภัฒฑ์นมควรเลือกชนิด ที่เสริมแคลเซียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ปริมาณที่ควรบริโภค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ปริมาณที่รับประทานทั่วไปคือเต้าหู้ 75 - 100 กรัม และ นมถั่วเหลืองเข้มข้น 200-250 มิลลิตร ได้ โปรตีน 10 -15 กรัม และ ไอโซฟลาโวน 20 - 25 กรัม (แตกต่างกันตามผลิตภัฒฑ์) รับประทานนมถั่วเหลืองแทนนมวัว ปละควรมีเต้าหู้ในผัดข้าว และอาหารประเภทเนี้อย่าง (ปริมาณสารอาหารต้องเป็นถั่งเหลืองที่ไม่ตัดต่อพันธุกรรม)&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 154px; height: 203px;" alt="http://img101.imageshack.us/img101/6254/images1407688.jpg" src="http://img101.imageshack.us/img101/6254/images1407688.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 140px; height: 208px;" alt="http://www.limsakdakul.com/pic/soy_bean.jpg" src="http://www.limsakdakul.com/pic/soy_bean.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ประโยชน์ที่สำคัญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ไอโซฟลาโวนเป็นพฤษเคมีหลักในเต้าหู้ ซึ่งทำจากนมถั่วเหลือง และนมนมถั่วเหลืองที่มีไอโซนฟลาโวนมาก จากงานวิจัยพบว่า ไอโซฟลาโวนอาจช่วยต้านมะเร็งได้หลายทาง เช่น ต้านอิสโทรเจนยังยั้งเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเติบโ ตของมะเร็ง จำกัดเลือดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;มะเร็งเต้านม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิงญี่ปุ่นเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมต่ำ และมีระดับของไอโซฟลาโวนในเลือดสูงเมื่อเทียบกับผู้ห ญิงตะวันตก การได้รับไอโซฟลาโวนตลอดเวลาอาจมีอิทธิพลทำให้ร่างกา ยปรับตัวลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;มะเร็งต่อมลูกหมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาผู้ชายในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 20 ปี พบว่า ผู้ชายที่ดื่มนมถั่วเหลืองวันละมากกว่า 1 ครั้ง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลงถึงร้อยละ 70 เทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาเขียว : พฤษเคมีอื่น ๆ&lt;br /&gt;สารยังยั้งโพรทีเอส&lt;br /&gt;กรดไฟติก&lt;br /&gt;ไฟโทสเทอรอล&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 449px; height: 299px;" alt="http://img101.imageshack.us/img101/583/soybeanfieldinschuylern.jpg" src="http://img101.imageshack.us/img101/583/soybeanfieldinschuylern.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;คุณค่าทางโภชนาการต่อน้ำหนัก 100 กรัม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;พลังงาน 36&lt;br /&gt;เส้นใยอาหาร 1.2 กรัม&lt;br /&gt;แคลเซียม 120 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;วิตามิน E 1.5 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Credit : &lt;a href="http://webboard.playpark.com/showthread.php?t=36980"&gt;http://webboard.playpark.com/showthread.php?t=36980&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-3478495069509305606?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3478495069509305606'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3478495069509305606'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_6644.html' title='เต้าหู้และนมถั่วเหลือง ป้องกันมะเร็งจริงหรือ'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-6409368428305976291</id><published>2009-10-07T11:30:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T11:45:39.999-07:00</updated><title type='text'>นมถั่วเหลือง..ดีจริง ๆ (Soybean)</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ในบรรดา เครื่องดื่มยามเช้ายอดนิยมของคนกรุงยุคนี้ นมถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มจากธัญพืชที่ได้ถูกบรรจุไว้ในอันดับต้นๆ ของความนิยม  เราจะพบเห็นการค้าขายได้ทั่วไปในยามเช้า  และปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อการขยายตัวของตลาดนมถั่วเหลืองคือ กระแสความสนใจในเรื่องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผลงานวิจัยที่ยืนยันถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง  ซึ่งดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสนใจในสุขภาพ ก็มีความชื่นชอบและรับประทานเป็นประจำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;    หลายท่านคงทราบถึงประโยชน์อันมหัศจรรย์ของนมถั่วเหลือง และดิฉันก็เห็นว่านมถั่วเหลืองก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพแทนการดื่มนมวัว แต่ก็ยังมีข้อมูลบางอย่าที่ดิฉันเริ่มสนใจว่า...จริงๆ แล้วถั่วเหลือง มีประโยชน์ที่แท้จริงอะไรที่ทำให้หลายคนสนใจที่จะบริโภค...ดิฉันได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 267px; height: 201px;" alt="http://img14.imageshack.us/img14/6474/images0691334.jpg" src="http://img14.imageshack.us/img14/6474/images0691334.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 190px; height: 201px;" alt="http://img202.imageshack.us/img202/2323/ll0420906.jpg" src="http://img202.imageshack.us/img202/2323/ll0420906.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       ถั่วเหลืองมีชื่อสามัญว่า &lt;/span&gt;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Soybean"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;Soybean&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Soybean"&gt; &lt;/a&gt;และมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า &lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"&gt;Glycine max  (L.) Merr&lt;/a&gt;. &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;อยู่ในวงศ์  Leguminosae  และมีชื่อที่เรียกตามท้องถิ่นเช่น ถั่วพระเหลือง  ถั่วแระ  ถั่วเหลือง (ภาคกลาง)  มะถั่วเน่า(ภาคเหนือ)   อึ่งตั่วเต่า  เฮ็กตั่วเต่า ลักษณะสำคัญของถั่วเหลืองคือ เป็นพืชล้มลุก ราก ถั่วเหลืองมีระบบรากแก้ว (tap root system) ตามรากจะพบปม (nodule) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียพวก Rhizobium japonicum เข้าไปอาศัยอยู่ แบคทีเรียจะได้รับคาร์โบไฮเดรตจากต้นถั่วเหลือง และถั่วเหลืองก็จะได้ไนโตรเจนในรูปไนเตรตที่แบคทีเรียตรึงได้จากอากาศไปใช้ประโยชน์ต่อไป การอยู่อาศัยของแบคทีเรียที่รากเรียกว่าเป็นแบบชีวสัมพันธ์ (symbiosis) หรือพึ่งพาอาศัยกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;    ถั่วเหลืองมีประโยชน์อย่างมากต่อโลก โดยเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ  เมล็ดถั่วเหลืองประกอบด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;โปรตีน (30-50 %) &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;และเป็นโปรตีนจากพืชเพียงชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ มีกรด aminoacid ที่สำคัญ 9 ชนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ไขมัน  (13-24 %)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามินอีสูงส่วนประกอบของไขมันได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัว(polyunsaturated fat) ร้อยละ 63 ไขมันอิ่มตัว(saturated fat ) ร้อยละ 15 ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว (monounsaturated) 24 % และยังมีกรด linoleic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อมนุษย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;คาร์โบไฮเดรท (12-24 %)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;     ดังนั้นถั่วเหลืองจึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิเช่น ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ ทั้งในรูปของการบริโภคโดยตรงหรือแปรรูปเป็นอาหารต่าง ๆ หรือใช้ในอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ส่วนกากถั่วเหลืองยังใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นอกจากนี้แล้วการปลูกถั่วเหลืองยังช่วยบำรุงดินอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากมีไรโซเบียมอาศัยอยู่ในปมที่ราก ทำให้สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      และในถั่วเหลืองมีสารเคมี ที่เป็นประโยชน์หลายชนิด เช่น Lecithin, Oligosaccharide, Vitamin E, Cholesterol,   phytes, Isoflavones  เป็นต้น และประโยชน์ที่น่าสนใจของ "ISOFLAVONES" คือการเป็นสารที่มีประโยชน์ในสตรีวัยทอง เพราะออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (PHYTORESTROGEN) แต่อ่อนกว่ามากจะช่วยเพิ่มมวลกระดูก(bone Mass) ให้หนาแน่นขึ้นโดยลดการละลายแคลเซียมออกจากกระดูก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      นอกจากนี้แล้ว &lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ISOFLAVONES&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; ยังลดอาการ หมดประจำเดือนอย่างอื่นๆ อีก เช่น อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อแตก ไขมันสูง ช่องคลอดแห้ง อารมณ์ไม่ปกติ เป็นต้น ในสัตว์ทดลองปรากฏว่า ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านม, มะเร็งช่องคลอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งต่อมลูกหมาก อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก และจากงานงานวิจัยที่ได้ศึกษา และเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วคือ สตรีที่มีการบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำตลอดชีวิตจะเป็นมะเร็ง ที่เต้านมน้อยมากหรือไม่เป็นเลย เช่น สตรีชาวญี่ปุ่นและชาวจีน เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;   1. ฤทธิ์ของฮอร์โมนในถั่วเหลืองที่เรียกว่า PHYTOESTROGEN นั้น เป็นฤทธิ์ต่ำมาก ไม่มีผลข้างเคียงอื่น ๆ เหมือนเช่น ยาคุมกำเนิด จากการทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต่ำกว่าฮอร์โมน ESTRADIOLในยาคุมกำเนิดถึง 1,000 เท่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;   2. การออกฤทธิ์ของ PHYTOESTROGEN โดยการไปแย่งกัน จับกับ ESTRADIOL ที่จุด BINDING OF ESTROGEN RECEPTOR SITES ดังนั้นจึงเหมาะกับสตรีที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนทั้งมากและน้อยได้ดีทั้งสองแบบ คือมีฤทธิ์เป็น ESTROGEN และ ANTI-ESTROGEN สามารถปรับสภาพฮอร์โมนสตรีให้มีความสมดุลได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;   3. ผลการทดลองในสัตว์ทดลองจากหลาย ๆ สถาบัน พบว่า สาร ISOFLAVONES ป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม, มะเร็งช่องคลอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;   4. การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ISOFLAVONES ยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็ง (TUMOR) ในสัตว์ทดลองได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;   5. มีการทดลอง 3 แห่ง รายงานผลมาว่า ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง มีฤทธิ์ป้องกัน การเกิดมะเร็งเต้านมได้ (Development of breast cancer) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;    นอกจากการรับประทานอาหารอย่างฉลาด เช่น นมถั่วเหลืองแล้ว  สิ่งสำคัญก็คือ การออกกำลังกาย ตามแบบที่เราถนัด ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเหยาะๆ เล่นโยคะ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การทำงานบ้านเพื่อให้เหงื่อออก โลหิตไหลเวียนสะดวก เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย แค่นี้ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในชีวิตอีกหลายอย่าง และยังได้สุขภาพที่ดีอีกด้วย สร้างเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา&lt;/span&gt; http://gotoknow.org/blog/healthyforyou/25044&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-6409368428305976291?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6409368428305976291'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/6409368428305976291'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_22.html' title='นมถั่วเหลือง..ดีจริง ๆ (Soybean)'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1250499349374879394</id><published>2009-10-07T11:27:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T11:44:23.196-07:00</updated><title type='text'>ดื่ม นมถั่วเหลือง เพื่อสุขภาพ</title><content type='html'>สำหรับผู้หญิงนั้น นมถั่วเหลืองเหมาะที่สุด เพราะในนมถั่วเหลืองนอกจากจะได้โปรตีนจากพืชซึ่งเป็นโปรตีนที่ถูกต้องแล้วใน นมถั่วเหลืองก็มีแคลเซียม และที่สำคัญมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นเป็นฮอร์โมนเพศหญิง จะทำให้ผู้หญิงมีผิวพรรณดี โดยเฉพาะผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งปริมาณเอสโตรเจน ในร่างกายจะลดลงนั้นการดื่มนมถั่วเหลือง จะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้โอกาสที่จะเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ในวัยใกล้หมดประจำเดือนลดน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการดื่มนมถั่วเหลือง คือวันละหนึ่งแก้วและหากจะให้ได้ ประโยชน์สูงสุดควรดื่มในเวลาที่ท้องว่าง คือก่อนหรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง ควรดื่มในเวลาท้องว่างเพราะในนมถั่วเหลืองจะมีไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่แข็งแรง มาก ฉะนั้น ถ้ากินพร้อมมื้ออาหารจะทำให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหารในมื้อนั้น ๆ ลดลง&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 246px; height: 202px;" alt="http://img131.imageshack.us/img131/766/images0182951.jpg" src="http://img131.imageshack.us/img131/766/images0182951.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 159px; height: 202px;" alt="http://img405.imageshack.us/img405/4417/231880001378210144798.jpg" src="http://img405.imageshack.us/img405/4417/231880001378210144798.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามนมถั่วเหลืองอาจไม่เหมาะที่จะให้ ผู้ชายดื่มทุก ๆ วัน เนื่องจากเป็นการเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมน เพศหญิงให้กับผู้ชายในปริมาณมากเกินไป จะส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนเพศชายทำให้ผลิตสเปิร์มน้อยลงและ มีลูกยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.nautilus.co.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1250499349374879394?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1250499349374879394'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1250499349374879394'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_8256.html' title='ดื่ม นมถั่วเหลือง เพื่อสุขภาพ'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-3421494758381958010</id><published>2009-10-07T11:17:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T11:20:13.325-07:00</updated><title type='text'>เคล็ดลับ การขจัดคราบ หมากฝรั่ง</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;"คราบจากหมากฝรั่ง"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความที่ซุ่มซ่าม นั่งที่ไหนก็ไม่เคยระวัง ทำให้พบกับปัญหาที่น่าปวดหัวบ่อย ๆ นั่นคือ การนั่งทับหมากฝรั่ง จะดึงยืดเท่าไหร่ก็ไม่หลุด หรือหลุดก็ไม่เกลี้ยง เหนียวหนึบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เลอะเสื้อผ้าไปหมด &lt;/span&gt;แต่วันนี้ ถ้าใครเจอกับปัญหาแบบนี้แล้วล่ะก็ จะหมดกังวล หายห่วงไปได้เลย เพราะเรามีเคล็ดลับในการขจัดคราบหมากฝรั่งมาบอกค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วิธีง่าย ๆ &lt;/span&gt;เพียงนำเสื้อตัวโปรดที่เปื้อนหมากฝรั่งของคุณไปแช่ช่องน้ำแข็ง เพื่อให้หมากฝรั่งแข็งตัว แล้วค่อยดึงออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 146px; height: 238px;" alt="http://img202.imageshack.us/img202/4408/images9531758.jpg" src="http://img202.imageshack.us/img202/4408/images9531758.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 230px; height: 237px;" alt="http://img410.imageshack.us/img410/4267/gum2595134609515372.jpg" src="http://img410.imageshack.us/img410/4267/gum2595134609515372.jpg" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-3421494758381958010?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3421494758381958010'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3421494758381958010'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_7700.html' title='เคล็ดลับ การขจัดคราบ หมากฝรั่ง'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-5483302034922457079</id><published>2009-10-07T11:09:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T11:15:58.465-07:00</updated><title type='text'>ตำนานหมากฝรั่ง</title><content type='html'>แรกเริ่มนายพลอันโตนิโอ โลเปซ เอ็ก ซานตา อันนา แห่งเม็กซิโก ชอบเคี้ยวยางไม้จากต้นไม้ในป่าเม็กซิโก ที่ชาวเม็กซิโกรู้จักกันในชื่อชิคลิ ทำให้โทมัส อดัมส์ นักประดิษฐ์ สนใจและพัฒนาหมากฝรั่งออกมาเป็นเม็ดกลมเล็กๆ แต่ยังไม่มีรสชาติวางขายครั้งแรกปีค.ศ.1871 (พ.ศ.2414) ราคาเม็ดละ 1 เพนนี ในร้านขายยาเมืองโฮโบเค็น รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา จากนั้นค่อยๆ แปลงโฉมเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมแบนๆ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;ต่อมา เภสัชกรจอห์น คอลแกน เติมรสชาติให้เป็นหมากฝรั่งรสขี้ผึ้งหอมทูโล ซึ่งเป็นตัวยาทางการแพทย์ รสชาติคล้ายยาแก้ไอน้ำเชื่อมของเด็ก และตั้งชื่อว่าแทฟฟี-ทูโล จากนั้นโทมัส อดัมส์เติมรสชะเอมและตั้งชื่อสินค้าว่าแบล๊กแจ๊ก ซึ่งเป็นหมากฝรั่งเติมรสรุ่นเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีขายในปัจจุบัน&lt;br /&gt;       &lt;img alt="http://img18.imageshack.us/img18/2993/gum91248239126572.jpg" src="http://img18.imageshack.us/img18/2993/gum91248239126572.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับหมากฝรั่งรสยอดนิยมเปปเปอร์มินต์ เกิดขึ้นในปีค.ศ.1880 (พ.ศ.2423) โดยนายวิลเลียม เจ.ไวต์ ผสมน้ำเชื่อม ข้าวโพด และเติมรสด้วยเปปเปอร์มินต์ ขณะที่หมากฝรั่งเป่าลูกโป่งเกิดขึ้นในปีค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) โดย 2 พี่น้องเฮนรี่และแฟรงก์ ฟลีเออร์ แต่คุณภาพไม่ดีนักเป่าแล้วมักแตกและติดหน้าเหนอะหนะ จนในปีค.ศ.1928 (พ.ศ.2471) วอลเตอร์ เดมเมอร์ พัฒนาหมากฝรั่งชนิดนี้จนเป่าได้โตเป็น 2 เท่าจากเดิม และตั้งชื่อว่า "Double Bubble"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-5483302034922457079?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5483302034922457079'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5483302034922457079'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_4090.html' title='ตำนานหมากฝรั่ง'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-3526214955050064690</id><published>2009-10-07T11:03:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T11:16:20.311-07:00</updated><title type='text'>หมากฝรั่ง</title><content type='html'>สมัย หนึ่งการเคี้ยวหมากของคนไทยรุ่นย่ารุ่นยายกลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจไป เพราะถือว่าการที่จะพัฒนา ประเทศ ให้ทันสมัย เทียบกับชนชาติตะวันตกได้นั้น ประชาชนคนไทยต้องกระทำตนให้ทันสมัยตามไปด้วย และสิ่งหนึ่ง ก็คือ ต้องไม่กินหมากแต่อารยชนชาติตะวันตกก็เคี้ยวหมากเหมือนกันเพียงแต่เป็นหมาก คนละชนิดกัน ฝรั่งถือว่า การเคี้ยว หมาก ( ฝรั่ง ) เป็นการ ออกกำลังกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผ่อนคลายร่างกาย เพราะบ้านเมืองเขาเป็น เมืองหนาว ร่างกาย ส่วนอื่นๆยังหาอะไรให้ความอบอุ่นได้ แต่บริเวณใบหน้านี่ต้องทนเอาหมากฝรั่งเป็นที่นิยมในหมู่ทหาร อเมริกันมาก พวกเขาบริโภคหมากฝรั่งเป็น 5 เท่าของอัตราเฉแยของคนอื่น นอกจากนี้การเคี้ยวหมากฝรั่งก็ยังมีที่มาจาก ทหารด้วย&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 146px; height: 174px;" alt="http://img41.imageshack.us/img41/6298/gum87634188765590.jpg" src="http://img41.imageshack.us/img41/6298/gum87634188765590.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 175px; height: 174px;" alt="http://img41.imageshack.us/img41/8735/images8754982.jpg" src="http://img41.imageshack.us/img41/8735/images8754982.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;ทหารผู้นั้นมียศทหารเป็นนายพลชื่อ อันโตนิโอ โลเปช เอก ซานตาอันนาแห่งกองทัพเม็กซิโก เมื่อเข้ามาอยู่ในอเมริกา เขานำนำยางของต้นไม้จากป่าในเม็กซิโกมาด้วย ยางชนิดนี้รู้จักกันในหมู่พวก อาซเท็กว่า ชิคลิ ( chicli ) นายพลซานตา อันนา ชอบเคี้ยวยางไม้รสนี้มาก ต่อมาโทมัธ อดัมส์ นักถ่ายภาพและนักประดิษฐ์ก็ได้รู้จักยางไม้นี้จากนายพล ซานตา และได้สั่งเข้ามา เป็นจำนวนมากโทมัสพยายามเปลี่ยนยางไม้ให้เป็นยางเทียมแต่ก็ล้มเหลวเสียหลาย ครั้ง เมื่อหวนคิดว่า หลานของเขาและ นายพลซานตาชอบเคี้ยวยางไม้จึงเกิดความคิดที่จะเปิดตลาดด้านนี้แทน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ หมากฝรั่ง ยุคแรกๆของโทมัส อดัมส์ ทำเป็นเม็ดกลมเล็กๆยังไม่มีรสชาติ วางขายในร้านขายยาแห่งหนึ่งในเมืองโฮโบเค็น รัฐนิวเจอร์ซี่เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ.1871 โดยขายราคาเม็ดละ 1 เพนนี ต่อมาจึงมีการดัดแปลงทำเป็นรูปแผ่นสี่เหลี่ยม แบนๆ บุคคลแรกที่เติม รสชาติให้หมากฝรั่งคือเภสัชกรจากหลุยส์วิลรัฐเคนตั๊กกี้ ชื่อ จอห์น คอลแกน ในราวปี ค.ศ. 1875 เขาไม่ได้เติมรสแบบ ลูกอมรสเชอร์รี่ รสเปปเปอร์มิ้นต์ หรืออื่นๆอย่างในสมัยนี้ รสชาติที่เขาเติมในหมากฝรั่งคือตัวยา ทางการแพทย์ เป็นขี้ผึ้งหอมทูโล ทำจากยางไม้ต้นทูโลในอเมริกาใต้ รสชาติคล้ายกับยาแก้ไอน้ำเชื่อมของเด็กในยุคเมื่อร้อย กว่าปีก่อน คอลแกนเรียกหมากฝรั่งของเขาว่า แทฟฟี่-ทูโล เป็นหมากฝรั่งที่ประสบความสำเร็จกว่าหมากฝรั่งอื่น ๆ ที่เติมรสชาติ แล้วสมัยนั้น ต่อมาโทมัส อดัมส์ ใช้รสชะเอมเติมในหมากฝรั่ง เรียกชื่อสินค้าของเขาว่า แบลคแจค ซึ่งเป็นหมากฝรั่งเติมรสที่ เก่าแก่ที่สุด ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด(ของอเมริกา) ส่วนรสเปปเปอร์มิ้นต์ซึ่งเป็นรสยอดนิยมมีในปี ค.ศ. 1880 หมากฝรั่ง ที่มีวางขาย อยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่ยางไม้ที่ทำเลียนแบบทอฟฟี่อย่างหมากฝรั่งของนายพลซานตา แต่เป็นยางสังเคราะห์นุ่ม ๆ ซึ่งโดยตัวมันเอง ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ชื่อก็ไม่ชวนกิน แต่คนอเมริกันก็เคี้ยวเจ้ายางสังเคราะห์นี้ถึงปีละ 10 ล้านปอนด์ สำหรับหมากฝรั่งที่ใช้เป่า เป็นลูกโป่งได้ ผู้คิดค้นคือ สองพี่น้อง แฟรงค์ และ เฮนรี ฟลีเออร์ แต่คุณภาพของหมากฝรั่งที่ แฟรงค์ผลิตให้เป่าได้ใน ตอนนั้นยังไม่มีปัญหา คือไม่ยืดหยุ่นพอลูกโป่งยังไม่ทันโตก็แตก และเมื่อแตกแล้วก็จะติดแก้ม ติดจมูก จนปีค.ศ. 1928 แฟรงค์ก็สามารถผลิต หมากฝรั่งที่เป่าเป็นลูกโป่งได้ขนาดโตเป็น 2 เท่าของที่ทำได้ในช่วงแรกๆ&lt;br /&gt;&lt;img alt="http://img79.imageshack.us/img79/8853/post3279118931584590608.jpg" src="http://img79.imageshack.us/img79/8853/post3279118931584590608.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;หมากฝรั่งไม่ได้แพร่หลายเฉพาะแต่ในอเมริกาเท่านั้น ในหมู่ชาวเอสกิโมก็เคี้ยวหมากฝรั่งแทน 'หมาก' จากไขปลาวาฬ ซึ่งใช้เคี้ยวมานานหลายทศวรรษ โดยจี.ไอ. สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้นำไปเผยแพ่ร... ผลงานของทหารอีกนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา http://www.horhook.com&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-3526214955050064690?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3526214955050064690'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3526214955050064690'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_459.html' title='หมากฝรั่ง'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-396613655193556852</id><published>2009-10-07T10:56:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T11:02:18.146-07:00</updated><title type='text'>ยาสีฟันราคาแพง...ดีจริงหรือ ?</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา kapook.com&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หลาย คนอาจสงสัยว่า ยาสีฟันในท้องตลาดมีมากมายหลายยี่ห้อ และราคาก็แตกต่างกันมากมาย  ตัวอย่างเช่น ยาสีฟันหลอดขนาดกลาง 100 กรัม มีราคาตั้งแต่ 21 บาทไปจนถึง 175 บาท หรือยาสีฟันหลอดขนาดครอบครัว 160 กรัม ก็จะมีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 32 บาทไปจนถึง 250 บาท ราคาแตกต่างกันเกือบ 9 เท่า แล้วจะเลือกใช้ยาสีฟันแบบไหนดีล่ะ ถึงจะคุ้มค่าสมราคาที่ต้องจ่ายเงินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทันตแพทย์ ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล&lt;/span&gt; หัวหน้าภาควิชาทันตกรรมชุมชน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แต่ เดิมการใช้ยาสีฟันมีวัตถุประสงค์เพียงแค่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการแปรงฟัน ให้มีการกำจัดเอาแผ่นคราบจุลินทรีย์ออกได้ง่ายขึ้น ต่อมาก็มีการเติมสารต่าง ๆ เพื่อหวังผล เช่น การเติมฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ เติมสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคเพื่อลดการอักเสบของเหงือก จนปัจจุบันนี้มีการเติมสารต่าง ๆ มากมาย มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์จนประชาชนสับสนว่า จะเลือกใช้ยาสีฟันแบบไหนดี&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 229px; height: 158px;" alt="http://img251.imageshack.us/img251/5149/ehowtoothpastemainfull8.jpg" src="http://img251.imageshack.us/img251/5149/ehowtoothpastemainfull8.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 221px; height: 163px;" alt="http://img340.imageshack.us/img340/8623/toothpaste1832177183236.jpg" src="http://img340.imageshack.us/img340/8623/toothpaste1832177183236.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ส่วนประกอบพื้นฐานหลักของยาสีฟัน ก็จะมี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      1. ผงขัดที่ละเอียดเพื่อเป็นตัวขัดสีให้แผ่นคราบจุลินทรีย์และคราบต่าง ๆ ที่ติดอยู่ที่ตัวฟันหลุดออก&lt;br /&gt;      2. สารทำให้เกิดฟองเพื่อให้คราบฟันหลุดออกได้ง่าย&lt;br /&gt;      3. สารแต่งกลิ่นและรสเพื่อให้น่าใช้ และรู้สึกสดชื่น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะลดกลิ่นปากได้&lt;br /&gt;      4. สารเพิ่มความชื้นเพื่อให้ยาสีฟันไม่แห้ง มีความชุ่มชื้น&lt;br /&gt;      5. สารทำให้ยาสีฟันข้น มีลักษณะเป็นครีม&lt;br /&gt;      และ&lt;br /&gt;6. สารกันเสีย (Preservative) เพื่อให้สามารถเก็บยาสีฟันได้นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ส่วนประกอบพื้นฐานทั้ง 6 นี้ยาสีฟันชนิดครีมเกือบทุกยี่ห้อจะมีเหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;      ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้ยาสีฟันแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ได้แก่ สารฟลูออไรด์ สารฆ่าเชื้อโรค สารหรือผงขัดฟันที่ทำให้ฟันขาว สารที่ลดอาการเสียวฟัน สารสมุนไพร ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กลุ่ม ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ เป็นยาสีฟันที่เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีฟันผุหรือเกิดฟันผุได้ง่าย ในทางวิชาการเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ว่า สามารถป้องกันฟันผุได้ และองค์การอนามัยโลกก็ให้คำแนะนำประชาชนใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์เป็นหลัก ปริมาณ ฟลูออไรด์ในยาสีฟันสำหรับผู้ใหญ่จะมีอยู่ 1,000 ส่วนในล้านส่วน หรือ 1,000 พีพีเอ็ม. และ 500  พีพีเอ็ม. สำหรับเด็ก เหตุผลที่ยาสีฟันเด็กมีปริมาณความเข้มข้นเพียงครึ่งเดียว เพื่อลดความเสี่ยงที่เด็กจะกลืนยาสีฟันทำให้ได้รับฟลูออไรด์เกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กลุ่มยาสีฟันที่ผสมสารฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสารเคมีหรือสารสมุนไพร เช่น ไตรโคลซาน ไทมอล น้ำมันกานพลู คาโมไมล์ พิมเสน การบูร ชะเอมเทศ  สาร เหล่านี้จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ลดการอักเสบ สมานแผล ในคนที่เป็นโรคเหงือกอักเสบใช้แล้วจะรู้สึกว่า เหงือกกระชับแน่นขึ้น ไม่อักเสบบวมแดงอย่างที่เคยเป็น ทำให้ปัจจุบันยาสีฟันสมุนไพรมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 26%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ข้อ ด้อย คือ ไม่มีฟลูออไรด์ ทำให้ไม่สามารถป้องกันฟันผุได้ ในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีฟันผุได้ง่ายไม่ควรใช้ยาสีฟันสมุนไพร หรือถ้าจะใช้ก็ต้องเลือกยาสีฟันสมุนไพรที่ผสมฟลูออไรด์ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีโรคปริทันต์อักเสบแล้วใช้ยาสีฟันกลุ่มนี้ อาจทำให้เหงือกส่วนบนมีการอักเสบลดลงแต่ส่วนเหงือกลึก ๆ หรือในกระเป๋าปริทันต์ยังมีอาการอักเสบอยู่ ทำให้อาจมีอาการบวมเกิดขึ้นได้ภายในกระเป๋า ปริทันต์ ดังนั้นยาสีฟันที่ลดการอักเสบของเหงือกมีประโยชน์แต่ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กลุ่มยาสีฟันที่ลดอาการเสียวฟัน จะมีการใส่สารเคมีบางตัว เช่น สตอนเทียม คลอไรด์ หรือ โพแทสเซียมไนเตรท เพื่อไปปิดรูเล็ก ๆ ที่เนื้อฟัน ทำให้ลดอาการเสียวฟันได้ แต่ในกรณีที่คอฟันสึกไปลึกมาก เนื่องจากมีการใช้แปรงสีฟันที่แข็งมาก แปรงฟันแรง และแปรงฟันผิดวิธี ถ้าใช้ยาสีฟันลดเสียวฟันแล้วไม่เสียวฟัน และยังคงพฤติกรรมการแปรงฟันแบบเดิมอยู่ อาจจะมีการสึกของคอฟันไปเรื่อย ๆ จนทะลุโพรงประสาทฟันได้ ดังนั้น การใช้ยาสีฟันลดการเสียวฟันต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียวฟันร่วมด้วย จึงจะแก้ที่ต้นเหตุได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กลุ่ม ยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาว มีการใช้ผงขัดที่หยาบเพื่อให้ขจัดเอาคราบสีต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนตัวฟันออก รวมทั้งอาจมีการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ฟอกสีฟันอ่อน ๆ ซึ่งการใช้ผงขัดที่หยาบผสม ลงในยาสีฟันอาจทำให้มีการขัดเอาผิวฟันออก มากเกินไป ทำให้เคลือบฟันสึกและบางลง รวมทั้งสารเคมีที่มีฤทธิ์ฟอสีฟันอ่อน ๆ อาจมีอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปากได้ จึงควรเลือกใช้ด้วยความระมัดระวัง สีของฟันธรรมชาติในคนไทยมักจะมีสีเหลืองอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เราน่าจะพึงพอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ขอให้ฟันสะอาดแข็งแรง เหงือกแข็งแรงก็น่าจะเพียงพอแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กลุ่มสุดท้ายที่มีการโฆษณาว่า เป็นยาสีฟันที่ลดกลิ่นปาก หรือใช้กลางคืนเพื่อลดกลิ่นปากตอนเช้า จากรายงานทางวิชาการ ที่มีอยู่ในขณะนี้ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลดกลิ่นปากได้จริงหรือไม่ การใส่สารเคมีหรือสารสมุนไพรต่าง ๆ ที่คาดหวังว่า จะฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดกลิ่นปากนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะว่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดกลิ่นปากนั้นทนต่อสารเคมี หรือสมุนไพรที่ฆ่าเชื้อได้ดี ในคนที่ มีกลิ่นปากจำเป็นที่จะต้องตรวจวิเคราะห์ว่า มีกลิ่นปากจริงหรือไม่ สาเหตุมาจากอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ท้าย นี้ขอแนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เป็นหลัก เพราะว่ามีผลชัดเจนในการป้องกันฟันผุได้ และราคาไม่แพง แต่ถ้าต้องการคุณสมบัติอื่น ๆ เพิ่มเติม ก็เลือกใช้ได้ตามต้องการ ที่ สำคัญที่สุดนอกจากใช้ยาสีฟันที่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมแล้วจะต้องแก้ไข หรือรักษาที่สาเหตุร่วมด้วยจึงจะมีประโยชน์ ไม่เกิดโทษภายหลัง เช่น ถ้ามีเสียวฟันก็ใช้ยาสีฟันลดเสียวฟันและไปรับการอุดคอฟันที่เสียวด้วย เมื่ออุดคอฟันเสร็จแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสีฟันลดเสียวฟันต่อไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในคนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบก็ต้องรักษาโรคปริทันต์เป็นหลัก และถ้าคิดว่าแปรงฟันได้สะอาดไม่พอก็สามารถใช้ยาสีฟันสมุนไพรหรือยาสีฟันที่ มีสารฆ่าเชื้อโรคช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องราคาก็ต้องพิจารณาเอง ว่า ราคาแค่ไหนเหมาะสมกับตัวของคุณเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-396613655193556852?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/396613655193556852'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/396613655193556852'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_2451.html' title='ยาสีฟันราคาแพง...ดีจริงหรือ ?'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8819079014542704794</id><published>2009-10-07T09:04:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T09:09:24.331-07:00</updated><title type='text'>ทำไมเรา ทานส้มหลังจากที่แปรงฟันเสร็จใหม่ๆจึงรู้สึก ขม</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เรามักจะไม่นิยมรับประทานส้มหรือจำพวกของเปรี้ยวหลังจากที่แปรงฟันเสร็จ ใหม่ๆ หรือในช่วงเช้าตรู่ ก็เนื่องจากรสชาติที่ออกขม แต่ทำไมถึงขม นักวิทยาศาสตร์จาก สำนักวิชาเคมีศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซินมีคำตอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;          ตัวการสำคัญก็คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids)&lt;/span&gt; นั่นเอง นาย John Moore กล่าว หลังจากที่เขาได้ศึกษา “เจ้าไขมัน” ชนิดนี้ ที่ทำให้ตุ่มรับรสในปากของเราทำงาน แปลกหรือผิดปกติออกไปและทำให้เรารู้สึก “ขม” ทั้งนี้เนื่องจากสารทำความสะอาด ในยาสีฟัน รวมถึงสารที่เรียกว่า sodium laurel sulfate ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ ้ไขมันฟอสโฟลิพิด (phospholipids) ที่ปกติเคลือบอยู่ที่ลิ้นนั้นแตกตัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;          โดยปกติสารทำความสะอาดพวกนี้ มีหน้าที่ช่วยในการทำให้ฟันสะอาดขึ้น รวมถึงทำให้ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) แตกตัวและชะล้างมันออกไป ทำให้ลิ้นของเราเสียสมดุลในการรับรส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;          “อันที่จริงแล้ว &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ฟอสโฟลิพิด (phospholipids)&lt;/span&gt; นั้นเป็นตัวขัดขวางการรับรสขมของ ตุ่มรับรส การที่ชะล้างฟอสโฟลิพิด (phospholipids) ออกไปจึงเป็นการเพิ่มความขม ทำให้ของที่ขมเล็กน้อยขมมากยิ่งขึ้น” นาย John Moore กล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 237px; height: 227px;" alt="http://www.morphonix.com/software/education/science/brain/game/specimens/images/taste_buds.gif" src="http://www.morphonix.com/software/education/science/brain/game/specimens/images/taste_buds.gif" /&gt;&lt;img style="width: 227px; height: 227px;" alt="http://img225.imageshack.us/img225/4395/taste616778211679539.jpg" src="http://img225.imageshack.us/img225/4395/taste616778211679539.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;          นาย John Moore กล่าว ว่า จากการที่เขาได้ศึกษาเรื่องนี้มา ยังมีเงื่อนงำ ในเรื่องของการรับรสให้เราได้ศึกษาอยู่เนืองๆ แต่ส่วนตัวแล้วเขาคิดว่า อันที่จริง ความหวานในผลไม้ เช่น ส้ม และเกรฟฟรุ๊ต ปกติจะเป็นตัวที่สกัดกั้นความขม แต่เมื่อฟอสโฟลิพิด (phospholipids) ถูกชะล้างออกไป ตุ่มรับรสขมขม จึงทำงานหนักและทำให้เรารู้สึกว่ารสชาติของผลไม้นั้นแย่มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;          นอกจากนี้ นายJohn Moore ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า อยากพิสูจน์เรื่องนี้ต้องทดลองด้วยตนเองได้ ด้วยการลองแปรงฟันด้วย ผงฟูทำขนม หรือ baking soda (Sodium bicarbonate) อย่าง สมัยโบราณดู แล้วจากนั้นทานส้มหรือผลไม้ที่เป็นกรดอื่นๆ แล้วเปรียบเทียบกับการรับประทานส้มหลังจากการแปรงฟันด้วยยาสีฟันทั่วไป นาย Moore บอกว่า “แล้วคุณจะเห็นความแตกต่าง”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา&lt;/span&gt; http://blog.spu.ac.th/FutureCareer/2008/01/29/entry-8&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8819079014542704794?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8819079014542704794'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8819079014542704794'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_7224.html' title='ทำไมเรา ทานส้มหลังจากที่แปรงฟันเสร็จใหม่ๆจึงรู้สึก ขม'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1788680408637938358</id><published>2009-10-07T08:59:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T09:02:49.051-07:00</updated><title type='text'>แปรงสีฟันไฟฟ้า VS แปรงสีฟันธรรมดา อย่างไหนดีกว่ากัน?</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โดย ทพญ.อชิรญา ดวนด่วน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;กำเนิดของแปรงสีฟันไฟฟ้า  เริ่มมาจากการประดิษฐ์คิดค้นแปรงสีฟันสำหรับผู้พิการ  หรือผู้ที่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือ ในการแปรงฟันตามปกติได้  เช่น ผู้ป่วยที่ปวดเมื่อยตามข้อ ผู้ป่วยในโรงพยาบาล  การใช้งานนั้นก็คือเมื่อเปิดสวิตช์ หัวแปรงจะทำการหมุนขนแปรงโดยอัตโนมัติ  วางหัวแปรงเบาๆที่ผิวฟันทีละซี่ ทิ้งไว้พักหนึ่ง  ให้ขนแปรงทำความสะอาด กำจัดเศษอาหาร และคราบจุลินทรีย์   แล้วเลื่อนหัวแปรงมาที่ฟันซี่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำความสะอาดฟันครบทุกซี่และทุกด้านในช่องปาก  จากความสะดวกสบายนี่เอง จึงเกิดเป็นการโฆษณาเพื่อการขายให้กับคนทั่วไป  ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะแพงกว่าแปรงสีฟันธรรมดา  ต้องเปลี่ยนหัวแปรงสม่ำเสมอ และต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเคยมีกรณีหัวแปรงหลุดเข้าคอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;         มีรายงานการวิจัยเสนอว่า การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าสามารถช่วยทำให้หินปูนหรือหินน้ำลายขึ้นที่ผิวฟันได้น้อยลง เนื่องจาก ปกติผิวฟันมีประจุเป็นลบ หินปูนมีประจุเป็นบวก หินปูนจึงยึดติดกับผิวฟัน  การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า จะไปเปลี่ยนผิวฟันให้มีประจุเป็นบวก หินปูนจึงขึ้นที่ผิวฟันได้น้อยลง  แต่เมื่อเทียบประสิทธิภาพในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ระหว่างแปรงสีฟันไฟฟ้ากับแปรงสีฟันธรรมดาแล้ว  ก็ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ  ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้แปรงสีฟันของผู้ใช้แต่ละคนมากกว่า  ดังนั้นก็แล้วแต่ดุลพินิจและกำลังทรัพย์มากน้อยของผู้ซื้อแปรงสีฟัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 272px; height: 181px;" alt="http://img340.imageshack.us/img340/8660/feda080212electrictooth.jpg" src="http://img340.imageshack.us/img340/8660/feda080212electrictooth.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 141px; height: 181px;" alt="http://img209.imageshack.us/img209/2675/electrictoothbrush12797.jpg" src="http://img209.imageshack.us/img209/2675/electrictoothbrush12797.jpg" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1788680408637938358?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1788680408637938358'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1788680408637938358'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/vs.html' title='แปรงสีฟันไฟฟ้า VS แปรงสีฟันธรรมดา อย่างไหนดีกว่ากัน?'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-3918391545705111998</id><published>2009-10-07T08:54:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T09:12:39.442-07:00</updated><title type='text'>ลักษณะของขนแปรงที่แตกต่างกัน ช่วยให้แปรงสะอาดได้ดีกว่ากันจริงหรือไม่?</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โดย ทพญ.อชิรญา ดวนด่วน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้เห็นภาพโฆษณาแปรงสีฟันในปัจจุบัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งข้อสงสัยว่า ขนแปรงที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นรูปทรงต่างๆ มากมาย แบบไหนจะช่วยให้แปรงสะอาดได้ดีกว่ากัน มีการวิจัยเกิดขึ้นมากมายทั่วทุกมุมโลก เพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งผลการวิจัยส่วนใหญ่ให้ข้อสรุปว่า ไม่มีขนแปรงแบบใดที่สามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้เด่นชัดกว่ากันอย่างมีนัยสำคัญ นั่นก็หมายความว่า การกำจัดคราบจุลินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบรูปทรงของขนแปรง แต่อยู่ที่วิธีการแปรงฟันส่วนบุคคลมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 249px; height: 165px;" alt="http://img97.imageshack.us/img97/5527/1880toothbrush093498109.jpg" src="http://img97.imageshack.us/img97/5527/1880toothbrush093498109.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 190px; height: 144px;" alt="http://img97.imageshack.us/img97/7128/toothbrushbacteria09458.jpg" src="http://img97.imageshack.us/img97/7128/toothbrushbacteria09458.jpg" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-3918391545705111998?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3918391545705111998'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3918391545705111998'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_2957.html' title='ลักษณะของขนแปรงที่แตกต่างกัน ช่วยให้แปรงสะอาดได้ดีกว่ากันจริงหรือไม่?'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1084076799296186655</id><published>2009-10-07T08:51:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T09:03:31.020-07:00</updated><title type='text'>แล้วลักษณะของแปรงสีฟันที่ดีเป็นอย่างไร?</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โดย ทพญ.อชิรญา ดวนด่วน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;1. ด้ามแปรง &lt;/span&gt;ตรง หรือทำมุมเล็กน้อย จับถนัดมือ มีรายงานการวิจัยเสนอว่า ด้ามแปรงที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมจะสามารถจับถนัดกว่า และถ่ายทอดแรงได้ดีกว่าด้ามแปรงที่มีลักษณะกลมมน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;2. หัวแปรง &lt;/span&gt;ควรมีลักษณะมน กลม สามารถสอดเข้าไปทำความสะอาดฟันทุกซี่ในช่องปากได้ง่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;3. ขนแปรง &lt;/span&gt;ควรเลือกใช้แบบไนลอนชนิดอ่อน ปลายขนแปรงมีลักษณะมนกลม เรียบ และไม่แตก ปลาย  ขนแปรงมีสปริงดีไม่ว่าแห้งหรือเปียกชื้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;4. ฉลาก&lt;/span&gt; มีข้อมูลเพียงพอต่อการเลือกซื้อ โดยต้องระบุสิ่งต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;     -  ชนิดขนแปรง เช่น อ่อนนุ่ม ปานกลาง หรือ แข็ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;               -   ลักษณะปลายขนแปรง เช่น มนกลม ปลายตัด ปลายเรียว หรืออื่น ๆ ตามที่เป็นจริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;               -   วิธีใช้ / ข้อแนะนำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;                 -  วันเดือนปี ที่ผลิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;              -  ผู้ผลิต / เครื่องหมายการค้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;5. ราคา   &lt;/span&gt;แปรงสีฟันที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนาดพอเหมาะกับช่องปากของตนเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img alt="http://img154.imageshack.us/img154/9388/toothbrush0781203078372.jpg" src="http://img154.imageshack.us/img154/9388/toothbrush0781203078372.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 240px; height: 215px;" alt="http://img154.imageshack.us/img154/2526/toothbrush0772795077450.jpg" src="http://img154.imageshack.us/img154/2526/toothbrush0772795077450.jpg" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1084076799296186655?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1084076799296186655'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1084076799296186655'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_7759.html' title='แล้วลักษณะของแปรงสีฟันที่ดีเป็นอย่างไร?'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-2359162641892170698</id><published>2009-10-07T08:48:00.000-07:00</published><updated>2010-03-01T11:00:09.841-08:00</updated><title type='text'>แปรงสีฟันปลอดเชื้อคืออะไร ???</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โดย ทพญ.อชิรญา ดวนด่วน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นชื่อแล้วคงนึกถึงการเอาแปรงสีฟันไปผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อที่ยุ่งยากซับซ้อน  แต่จริงๆแล้ว แปรงสีฟันปลอดเชื้อ  ก็คือ  แปรงสีฟันที่ได้รับการล้างทำความสะอาดก่อนใช้และหลังใช้ทุกครั้ง   โดยการล้างด้วยน้ำสะอาด เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามขนแปรง อันได้แก่ เศษอาหาร  แบคทีเรีย หรือแม้แต่คราบยาสีฟันที่ตกค้างอยู่ตามซอกขนแปรง   และหลังจากที่เราทำความสะอาดแปรงสีฟันเสร็จแล้ว  ควรสะบัดให้ขนแปรงแห้ง   วางหัวแปรงตั้งขึ้น  เพื่อให้น้ำไหลลงสู่ด้ามแปรง  เก็บแปรงในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อับชื้น  เพื่อเป็นการกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อรา  หากเกิดเชื้อราขึ้นที่แปรงสีฟันแล้ว  เราจะเห็นเป็นคราบสีเหลืองหรือดำตามซอกขน  ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่และควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3 เดือน หรือเมื่อสังเกตเห็นว่า ขนแปรงหมดสภาพการใช้งานแล้ว  เช่น ขนแปรงบานออก ไม่สปริงตัว  เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการทำความสะอาดฟัน และไม่ทำอันตรายต่อเหงือก&lt;br /&gt;การที่แปรงสีฟันบางยี่ห้อโฆษณาว่าเป็นแปรงสีฟันปลอดเชื้อนั้น  จะหมายถึงการเคลือบสารฆ่าเชื้อไว้  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อป้องกันเชื้อรา)  ตลอดด้าม   แต่ทันทีที่เปิดกล่องออกแปรงสีฟันด้ามนั้นก็มิใช่แปรงสีฟันปลอดเชื้ออีกต่อไป    อีกทั้งสารฆ่าเชื้อที่เคลือบอยู่บนขนแปรงและด้ามแปรงก็ไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้ออื่นๆ  ในช่องปากเลย  ไม่ได้ช่วยให้การแปรงฟันนั้นสะอาดขึ้นกว่าปกติ&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://img25.imageshack.us/img25/1029/con20060905165414i06319.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img alt="http://img25.imageshack.us/img25/1029/con20060905165414i06319.jpg" border="0" height="320" src="http://img25.imageshack.us/img25/1029/con20060905165414i06319.jpg" style="height: 186px; width: 178px;" width="306" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;img alt="http://img340.imageshack.us/img340/3262/product2008051611453706.jpg" height="153" src="http://img340.imageshack.us/img340/3262/product2008051611453706.jpg" style="height: 163px; width: 213px;" width="200" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;TAG :&lt;/b&gt; &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_3452.html"&gt;เอื้องแปรงสีฟัน &lt;/a&gt;, &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/04/blog-post_6063.html"&gt;แปรงสีฟันไฟฟ้า &lt;/a&gt;, &lt;a href="http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_3452.html"&gt;ยี่ห้อแปรงสีฟัน&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-2359162641892170698?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2359162641892170698'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2359162641892170698'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_3452.html' title='แปรงสีฟันปลอดเชื้อคืออะไร ???'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8567205316521142897</id><published>2009-10-07T08:45:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T09:03:56.831-07:00</updated><title type='text'>เราแปรงฟันไปทำไม ???</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;โดย ทพญ.อชิรญา ดวนด่วน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การแปรงฟันถือเป็นปัจจัยหลักในการควบคุมการเกิดคราบจุลินทรีย์ หรือที่เราเรียกว่า ขี้ฟัน นั่นเอง  ซึ่งเป็นเหตุเริ่มต้นในการเกิดโรคเหงือกอักเสบ และโรคฟันผุ  การแปรงฟันจัดเป็นวิธีทางกล (mechanical cleaning) ที่ดีที่สุดในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ และจะได้ผลดีมากยิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูโอไรด์ และอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ เช่น ไหมขัดฟัน (dental floss)   ส่วนการทำความสะอาดโดยทางเคมี เช่น น้ำยาบ้วนปาก เป็นเพียงการช่วยเสริมเท่านั้น   โดยประสิทธิภาพในการทำความสะอาดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ  เช่น ลักษณะของแปรงสีฟัน ระยะเวลาในการแปรงฟัน  ทักษะส่วนบุคคล  และการได้รับคำแนะนำวิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธี  เป็นต้น  ถ้าเราสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นวิธีที่ประหยัด สะดวก และให้ผลดีในระยะยาวในการป้องกันและควบคุมการเกิดโรคฟันผุ  โรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 261px; height: 263px;" alt="http://img410.imageshack.us/img410/4978/use204753380478919.jpg" src="http://img410.imageshack.us/img410/4978/use204753380478919.jpg" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8567205316521142897?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8567205316521142897'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8567205316521142897'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post_07.html' title='เราแปรงฟันไปทำไม ???'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-398109474118254710</id><published>2009-10-07T08:22:00.000-07:00</published><updated>2009-10-07T08:42:27.155-07:00</updated><title type='text'>โครงการรณรงค์ รับประทานอาหารมื้อเช้าเพื่อสุขภาพ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.นเรศวร ร่วมกับ  สสส.</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ผลงาน นิสิต คณะทันตแพทยศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยนเรศวร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รุ่น น้องเค้าทำได้เจ๋งมากๆ ของชมเลยนะครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า พวกเค้าได้รับงาน ส่วนหนึ่งของวิชาทันตกรรมชุมชน ให้คิดโครงการดีดี อะไรก็ได้ แอบฟังเค้ามาว่า กลุ่มนี้เ้ค้าทำเรื่อง รับประทานอาหารมื้อเช้าเพื่อสุขภาพ โครงงานได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ด้วยนะครับ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:130%;" &gt;อาหารเช้าสำคัญยังไงนะ ... มาดูกัน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/wUCsSp_x8xU&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/wUCsSp_x8xU&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาหารเช้าลดน้ำหนัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คน ที่งดอาหารเช้ามักกินจุบจิบและเลือกอาหารที่กินสะดวก ซึ่งอาจมีไขมัน น้ำตาลและแคลอรีสูง นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดยืนยันว่า ไม่ว่าหญิงหรือชายที่กินอาหารเช้าทุกวันจะอ้วนยากกว่าคนที่งดอาหารเช้า นอกจากนี้ นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์แมทสาชูเสทยังพบว่า คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆ มีแนวโน้มจะอ้วนได้มากกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำถึง 450% ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ กลุ่มผู้หญิงที่กินอาหารเช้าที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออื่นๆ จะลดน้ำหนักลงได้ดีกว่า และ 78% ของคนที่ลดความอ้วนแล้วสามารถประคับประคองน้ำหนักให้คงที่ได้ เป็นพวกที่กินอาหารเช้าทุกวัน ทำไมการกินอาหารเช้าทำให้น้ำหนักลดได้ ยังไม่มีคำตอบชัดเจน รู้แต่เพียงว่า อาหารเช้าช่วยให้หิวน้อยตลอดวัน อย่างไรก็ตามคุณภาพและปริมาณอาหารเช้ามีความสำคัญ ควรจัดให้มีความสมดุลของสารอาหาร และเพื่อลดน้ำหนักจะต้องไม่กินมากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาหารเช้าลดโรค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ กินอาหารเช้าช่วยป้องกันโรคหัวใจ และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นอาการเตือนของโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย จากผลการวิจัยคนที่กินธัญพืชไม่ขัดสีทุกวันเป็นอาหารเช้ามานานกว่า 5 ปี จะมีอายุยืนขึ้น เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดและความดันโลหิต ส่งเสริมให้ร่างกายใช้กลูโคสและฮอร์โมนอินซูลินได้ดีขึ้น ธัญพืชที่มีโปรตีนถั่วเหลืองผสมจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มขึ้น เพราะโปรตีนถั่วเหลืองช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดได้ ส่วนอาหารที่มีองค์ประกอบของกรดโฟลิค วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 จะช่วยลดสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาหารเช้าเพิ่มพลังสมอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่าง ที่นอนหลับร่างกายเรายังคงใช้พลังงานตามปกติ พลังงานเหล่านั้นมาจากกลูโคสที่ร่างกายเก็บสะสมไว้ กว่าจะถึงเช้ากลูโคสมากกว่าครึ่งจะถูกใช้ไป ร่างกายจึงต้องการเติมพลังงาน ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะเป็นตัวเริ่มขับเคลื่อนพลังงานให้กับร่างกาย ได้ดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมองของคนเราก็ใช้กลูโคสเป็นพลังงานด้วยเช่นกัน แต่สมองไม่สามารถเก็บสะสมกลูโคสส่วนที่เหลือได้เหมือนกับการที่ร่างกายสะสม พลังงาน ฉะนั้นอาหารเช้าจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้สมองเราทำงานได้เฉียบไว หากงดอาหารเช้า คุณอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะมีพลังงานสำรองจากการพักผ่อน แต่พอใช้หมดไปร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเครียด และแม้ว่าจะกินชดเชยในมื้อเที่ยง ก็สายเกินไป เพราะเวลาที่ร่างกายต้องการพลังงานส่วนนั้นได้ผ่านไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;กินอะไรดีที่สุดสำหรับสมอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นัก วิจัยได้ลองให้ชาย - หญิง 22 คน อายุ 60-70 ปี ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตล้วนๆ โปรตีนล้วน ไขมันล้วน เครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิดให้พลังงานช่วยให้การทำข้อสอบเกี่ยวกับความจำระยะสั้นดีขึ้น แต่ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตทำได้ดีที่สุด ในการทบทวนความจำหลังจากดื่มไป 1 ชั่วโมง ชี้ให้เห็นว่าคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่องด อาหารเช้า เราจะไม่ได้สารอาหารสำคัญที่ช่วยความจำตลอดวัน แม้แต่การขาดสารอาหารเพียงเล็กน้อย ประเภทกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ก็จะลดความจำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น คนสูงอายุจะดูดซึมวิตามินบี 12 ได้น้อยลง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้วชาญแนะนำให้คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปเสริมกรดโฟลิค ซึ่งมีมากในธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียวจัด ถั่ว น้ำส้มคั้น ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาหารเช้าที่ควรใส่ใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าต้องการให้ร่างกายได้ประโยชน์จากอาหารเช้ามากขึ้น ควรพิจารณาเลือกชนิดอาหารที่มีองค์ประกอบดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาร์โบ ไฮเดรตเชิงซ้อน ดีที่สุดสำหรับอาหารเช้า เพราะจะค่อยๆ ปลดปล่อยกลูโคสให้กับสมองโดยใช้เวลานานขึ้นในการย่อยและดูดซึม แนะนำให้เลือกธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้&lt;br /&gt;โปรตีน อาหารทะเลให้กรดอะมิโน เพื่อผลิตสารสื่อข่าวสมอง ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบีและโคลีนช่วยการทำงานเกี่ยวกับความจำ แม้ไข่มีคอเลสเทอรอลสูง แต่ไข่วันละฟองในมื้ออาหารที่สมดุลนั้น ข้อมูลการวิจัยเปิดเผยว่าไม่เป็นผลเสีย&lt;br /&gt;อาหาร แคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือธัญพืชเสริมแคลเซียม น้ำส้มเสริมแคลเซียม ช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดการสะสมไขมันในร่าง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-398109474118254710?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/398109474118254710'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/398109474118254710'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='โครงการรณรงค์ รับประทานอาหารมื้อเช้าเพื่อสุขภาพ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.นเรศวร ร่วมกับ  สสส.'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1961285976784644093</id><published>2009-09-26T11:56:00.000-07:00</published><updated>2009-09-26T12:01:32.693-07:00</updated><title type='text'>ฟันธงบุหรี่เป็นสาเหตุ “มะเร็งตับ”</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;font-size:130%;"  &gt;ประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิด 1.51 เท่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ประชากร ที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;มูลนิธิ รณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; เปิดเผยรายงานการวิจัยที่พบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ งานวิจัยดังกล่าว ตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยานานาชาติ ฉบับเดือนสิงหาคม 2552 โดยการทบทวนรายงานวิจัยการติดตามศึกษาระยะยาว 38 ชิ้น และรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับกับประชากรกลุ่มเปรียบเทียบ 58 รายงาน พบว่า ประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยข้อมูลการศึกษาจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกในห้วงเวลาต่าง ๆ มีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติไอเออาร์ซี ได้สรุปอย่างเป็นทางการแล้วว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาเพียงแต่ระบุว่า หลักฐานบ่งบอกว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ แต่ยังไม่ฟันธงเลยทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 191px; height: 142px;" alt="http://img180.imageshack.us/img180/2808/imgtobacco1523150152632.jpg" src="http://img180.imageshack.us/img180/2808/imgtobacco1523150152632.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 209px; height: 142px;" alt="http://img156.imageshack.us/img156/403/tobaccosmokeab159606316.jpg" src="http://img156.imageshack.us/img156/403/tobaccosmokeab159606316.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;            &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;ศ.นพ.ประกิต&lt;/span&gt; วาทีสาธกกิจ ให้ความเห็นว่า มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของชายไทยภาคอีสานและเป็นมะเร็งอันดับสองรองจาก มะเร็งปอดของชายไทยภาคอื่นทุกภาค ที่ผ่านมาเชื่อกันว่า มะเร็งตับในคนไทยมาจากหลายสาเหตุอันมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อพยาธิในตับ การได้รับสารก่อมะเร็งจากเชื้อราอะฟลาท็อกซินในถั่ว การกินอาหารดิบและหมักดองที่มีสารก่อมะเร็งปะปน แต่ข้อมูลที่พบว่า คนสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ  เป็น เรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เนื่องจากตับมีหน้าที่ดักกรองและทำลายสารพิษทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งสารพิษและสารก่อมะเร็งจากควันบุหรี่ การสูบบุหรี่จึงทำให้ตับได้รับสารก่อมะเร็งมากขึ้น นานเข้าก็เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ในคนไทยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้น  เช่น  คนที่เป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  ควรอย่างยิ่งที่จะไม่สูบบุหรี่รวมทั้งหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่  เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดมะเร็งตับ  ซึ่งเป็นมะเร็งที่ร้ายแรงและแทบจะไม่มีทางรักษาเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; font-style: italic;font-family:arial;" &gt;ที่มา: มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1961285976784644093?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1961285976784644093'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1961285976784644093'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_8515.html' title='ฟันธงบุหรี่เป็นสาเหตุ “มะเร็งตับ”'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-3186540554183599065</id><published>2009-09-26T08:14:00.000-07:00</published><updated>2009-09-26T11:56:36.146-07:00</updated><title type='text'>การรักษาโรคเหงือกอักเสบ</title><content type='html'>&lt;p  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาการเหงือกบวมมีเลือดออก &lt;/span&gt;และบางครั้งมีหนองไหลออกมาจากร่องเหงือก เป็นอาการของโรคปริทันต์ในระยะที่ลุกลามมากแล้ว เมื่อตรวจดูจะพบว่า ร่องเหงือกมีความลึกมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าร่องลึกปริทันต์ หรือบางทีก็เห็นตัวฟันยากเพิ่มขึ้นด้วย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;การรักษาโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์ขึ้นกับอวัยวะปริทันต์ที่อยู่รอบๆ ฟันที่ทำหน้าที่ช่วยยึดฟันให้แน่นว่าถูกทำลายไปมากน้อยแค่ไหน หากอวัยวะปริทันต์มีเหลือพอที่จะช่วยยึดฟัน อาจพิจารณารักษาโดยการทำความสะอาดร่องลึกปริทันต์ บางรายอาจทำการผ่าตัดเหงือกเพื่อลดความลึกของร่องลึกปริทันต์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์ได้ผล ตัวผู้ป่วยเองจะต้องรักษาความสะอาดของช่องปากอย่างสม่ำเสมอ การเป็นโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์นี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองโดยการแปรงฟันร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความ สะอาดบริเวณซอกฟัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์อันเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค การดูแลความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เหงือกกลับคืนสภาพปกติได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img alt="http://www.massoralsurgery.com/_media/procedural_imgs/apico.gif" src="http://www.massoralsurgery.com/_media/procedural_imgs/apico.gif" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ถ้าตรวจพบว่าอวัยวะปริทันต์ถูกทำลายไปมากแล้ว การรักษาคงต้องถอนฟันซี่นั้นออก โรคปริทันต์เป็นโรคที่มีการทำลายอวัยวะปริทันต์อย่างถาวร คือ เหงือก เยื่อยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน กระดูกขากรรไกร จะถูกทำลายไปโดยไม่สามารถรักษาให้คืนสภาพปกติได้ ร่องเหงือกจากปกติที่ลึกประมาณ 2-3 มิลลิเมตร จะลึกมากขึ้นเกิดเป็นร่องลึกปริทันต์เป็นที่อยู่ของคราบจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นตัวการของการเกิดโรค อาการของโรคจะรุนแรงเป็นระยะๆ ผู้ที่เป็นโรคต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเหงือกบวม ปวด ฟันโยก หรือมีหนองไหลออกจากร่องลึกปริทันต์ การเป็นโรคมักจะเป็นกับฟันหลายๆ ซี่ จึงส่งผลให้มีการสูญเสียฟันเป็นจำนวนมากในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;การขูดหินปูน ทั้งนี้จะขูดหินปูนบ่อยแค่ไหนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นกับการมีหินปูนเกิดขึ้นได้ช้าหรือเร็ว ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกัน บางคนมีหินปูนเกาะมากและเกิดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางคนมีหินปูนเกิดได้น้อยหรือแทบจะไม่เกิดเลย ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมีความแตกต่างในเรื่องส่วนประกอบของน้ำลาย ชนิดของคราบจุลินทรีย์ และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร อันเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดหินปูน นอกจากนี้ยังขึ้นกับพฤติกรรมการดูแลความสะอาดในช่องปากของแต่ละบุคคลด้วย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์ ต้องดูแลความสะอาดของช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค การแปรงฟันนับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ ควรแปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ เวลาเช้า และก่อนเข้านอน ด้วยเหตุผลที่ว่าคราบจุลินทรีย์จะก่อตัวขึ้นใหม่หลังการแปรงฟันภายในเวลา ประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันไป นอกจากการแปรงฟันแล้ว ควรใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟันในส่วนที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ก็จะช่วยให้กำจัดคราบจุลินทรีย์อันเป็นต้นเหตุการเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-3186540554183599065?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3186540554183599065'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3186540554183599065'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_4332.html' title='การรักษาโรคเหงือกอักเสบ'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-2041297719156858564</id><published>2009-09-26T08:01:00.001-07:00</published><updated>2009-09-26T08:14:45.080-07:00</updated><title type='text'>การรักษารากฟัน</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ฟันที่ผุแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา&lt;/span&gt; โดยการอุดฟันให้เรียบร้อยโรคก็จะลุกลามทำลายฟันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงชั้นโพรงประสาทฟันเกิดการอักเสบ และมีฝีหรือถุงหนองที่ปลายรากฟันตามมา มีอาการปวดทรมาน ทั้งยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค คอยบ่อนทำลายสุขภาพร่างกายอย่างเรื้อรัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เมื่อ&lt;/span&gt; ได้ปล่อยปละละเลยถึงขนาดนี้ จะด้วยสาเหตุรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรู้ มีความเข้าใจที่ผิด หรือเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ เมื่อเกิดความต้องการแก้ไขโดยการรักษาฟันไว้ ไม่อยากถอนออกก็แทบจะสายเสียแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่เกินสติปัญญาความสามารถของฟัน ที่จะช่วยเหลือได้ เพียงแต่วิธีการรักษาอาจยุ่งยากสลับซับซ้อน ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งใจจริงของหมอฟันทุกคนไม่ปรารถนาที่จะเห็นสภาพเช่นนี้เพราะงานรักษาราก ฟันเป็นงานที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะฟันกรามซึ่งมี 2 - 3 ราก การรักษาให้เกิดผลสำเร็จตามความต้องการ จำเป็นต้องเสียเวลาไปหาหมอฟันหลายครั้ง ดังนั้นการให้ทันตสุขศึกษาแก่ประชาชน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องควรมีการเผยแพร่ต่อประชาชนในครอบคลุมมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img alt="http://img407.imageshack.us/img407/6442/dentalcompare7977852.jpg" src="http://img407.imageshack.us/img407/6442/dentalcompare7977852.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วิธีรักษาคลองรากฟัน&lt;/span&gt; หรือเรียกสั้นๆ ว่าการรักษาราก มีหลักการสำคัญคือ การรักษาฟันที่มีการติดเชื้อในโพรงประสาท เช่น จากการลุกลามของฟันผุที่ทะลุถึงโพรงประสาท การรักษาด้วยการอุดฟันแบบธรรมหรือใส่ยาพวกแคลเซียมไฮรด๊อกไซด์ เพื่อกระตุ้นให้ฟันมีการสร้างตัวไม่ได้ผล (pulp capping) เพราะการลุกลามทำลายของเชื้อโรคเป็นไปมากแล้ว การรักษารากฟันอาจนำมาใช้ในกรณีอื่นๆ อีก เช่น การปลูกฟันในกรณีนี้เพื่อช่วยให้การปลูกฟันประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น ฟันที่นำมาปลูกทดแทนฟันซึ่งถูกถอนออกไป ควรได้รับการรักษารากฟันก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ขั้นตอนของการรักษารากฟัน &lt;/span&gt;มีรายละเอียดที่สำคัญ เริ่มด้วยการถอนฟันเพื่อหาคลองรากฟันซึ่งเป็นรูเล็กๆ ซึ่งอยู่ต่อลงมาจากโพรงประสาท ลงไปจนถึงปลายรากฟัน เมื่อเจอแล้วจึงทำการขยายคลองรากฟันให้ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะได้ใช้น้ำยาล้างและซับให้แห้ง แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อโรค เสร็จแล้วก็อุดปิดปากโพรงประสาทชั่วคราว เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ประมาณ 3 ถึง 7 วัน แล้วจึงมาล้างขยายคลองรากฟัน และเปลี่ยนยาที่ใส่ซึ่งหมดฤทธิ์ พร้อมกับอุดปิดชั่วคราวกลับไปอีกครั้ง ทำเช่นนี้ 4 - 5 ครั้ง จนกว่าหนองจะแห้ง ไม่มีเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่างๆ จึงจะทำการอุดถาวรโดยใช้วัสดุอุดจำพวกยาง อุดตั้งแต่ปลายรากฟันขึ้นมาสิ้นสุดที่พื้นโพรงประสาท และปิดทับด้วยวัสดุทางทันตกรรมจำพวกซีเมนต์ Cement และอมัลกั้ม Amalgum ซึ่งมีสีคล้ายเงินหรือกระดาษดีบุกที่หุ้มซองบุหรี่มีคุณสมบัติให้ความแข็งแรงได้ดี จึงใช้อุดฟันกรามที่ต้องรับแรงบดเคี้ยวมากๆ สำหรับฟันหน้าที่ต้องการความสวยงาม และไม่ต้องรับแรงบดเคี้ยวมาก ก็จะอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟันธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษารากฟันมีข้อดีที่เห็นได้ชัด คือ จะเก็บรักษาฟันไว้ใช้งานได้ต่อไป และดีกว่าฟันปลอม เพราะฟันที่รักษารากแล้วก็เหมือนฟันในปากซี่อื่นๆ คือ มีเบ้ากระดูกยึดให้ฟันมั่นคงแข็งแ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-2041297719156858564?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2041297719156858564'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/2041297719156858564'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_4383.html' title='การรักษารากฟัน'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-7712395797871840090</id><published>2009-09-26T07:55:00.000-07:00</published><updated>2009-09-26T07:59:52.599-07:00</updated><title type='text'>รักษารากฟันที่แตกหลุด</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถาม : คุณเกศมณี/กรุงเทพฯ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ดิฉัน อายุ 30 ปี ได้ไปรักษารากฟัน และคุณหมอนัดให้ไปอีก  ๓ เดือนข้างหน้าให้มาครอบฟัน แต่ดิฉันต้องย้ายที่อยู่ไปต่างจังหวัด ไม่มีเวลามาตามนัดได้ ขอเรียนถามว่าจำเป็นหรือไม่ต้องกลับมารักษาและตรวจสภาพฟันที่คลินิกเดิม และตอนนี้ฟันที่อุดรักษารากฟันไว้ได้แตกหลุดและมีกลิ่น ไม่ทราบว่าจะต้องรักษาอย่างไร ขอความกรุณาคุณหมอช่วยตอบด้วยนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตอบ : ทพ.ไพฑูรย์ สุริยะวงศ์ไพศาล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ เกศมณี สามารถย้ายไปทำกับหมอที่คุณสะดวกจะไปพบได้ ไม่มีข้อห้ามในการเปลี่ยนหมอแต่อย่างใด ยิ่งคุณมีความจำเป็นต้องย้ายที่อยู่เช่นนี้ ก็ไม่ต้องลำบากดั้นด้น กลับไปที่เดิม ขณะนี้ฟันซี่นั้นแตกและมีกลิ่น คุณควรรีบไปรับการรักษาต่อโดยเร็ว อย่าปล่อยไว้นาน จะเป็นผลเสีย คือ ฟันอาจจะแตกเพิ่มขึ้นจนต้องถูกถอน หรือส่วนที่คมของรอยแตกบนฟันซี่นั้นอาจจะระคายเคืองต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม ทำให้เกิดแผลได้ นอกจากนี้ยังจะเป็นที่กักเก็บเศษอาหาร ที่ยากแก่การทำความสะอาด ทำให้มีกลิ่นปากน่ารังเกียจ&lt;strong&gt; สรุปคือ&lt;/strong&gt; ให้รีบไปรักษาต่อยิ่งเร็วยิ่งดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 160px; height: 214px;" alt="http://www.dpreurope.com/dpreurope/data/articlestandard/dpreurope/322008/534753/Endontics1.jpg" src="http://www.dpreurope.com/dpreurope/data/articlestandard/dpreurope/322008/534753/Endontics1.jpg" /&gt;&lt;img alt="http://www.stateendodontics.com/images/p20.jpg" src="http://www.stateendodontics.com/images/p20.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;ทพ.ไพฑูรย์ สุริยะวงศ์ไพศาล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-7712395797871840090?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/7712395797871840090'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/7712395797871840090'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_9788.html' title='รักษารากฟันที่แตกหลุด'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8472521180712389856</id><published>2009-09-26T07:47:00.000-07:00</published><updated>2009-09-26T07:55:07.340-07:00</updated><title type='text'>ฟันหักหลุดต่อคืนได้จริงหรือไม่</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ถาม : &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ผม เคยอ่านพบเรื่องฟันที่หักหลุดออกมาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดเกิดจากการหกล้ม) แล้วคุณหมอสามารถต่อคืนได้ ไม่ทราบว่าเรื่องนี้จะจริงเท็จอย่างไรครับ ผมสงสัยว่าจะเหมือนกับการที่อวัยวะถูกตัดแล้วหมอนำกลับมาเย็บติดกันจริงหรือ ไม่ เมื่อวันก่อนลูกชายผมวิ่งเล่นแล้วสะดุดล้มลงกระแทกขอบโต๊ะ ปากแตก ฟันบนหน้าหักหลุดออกมา แต่ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นฟันน้ำนม เดี๋ยวฟันแท้ก็คงจะขึ้นใหม่ ผมเลยอยากทราบว่าถ้าเป็นฟันแท้จะสามารถนำมาปลูกต่อได้จริงหรือไม่ ระยะเวลาที่ฟันหักหลุดออกมาจนถึงไปพบหมอเพื่อต่อฟันไม่ควรเกินกี่วัน รวมทั้งวิธีต่อฟัน และค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไรครับ และเมื่อต่อได้แล้วจะใช้งานได้ปกติหรือไม่ รบกวนคุณหมอช่วยกรุณาตอบให้ทราบด้วยครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตอบ :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทพ.ไพฑูรย์ สุริยะวงศ์ไพศาล&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 156px; height: 191px;" alt="http://img15.imageshack.us/img15/2733/avulsion267955726798657.jpg" src="http://img15.imageshack.us/img15/2733/avulsion267955726798657.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 275px; height: 191px;" alt="http://img178.imageshack.us/img178/5048/images6866421.jpg" src="http://img178.imageshack.us/img178/5048/images6866421.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การ นำฟันแท้ที่หลุดออกมาจากเบ้าฟัน ปลูกกลับไปใหม่ เป็นเรื่องที่ทำกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว สิ่งสำคัญคือ เรื่องเวลา ยิ่งเร็วยิ่งดี แต่โดยทั่วไปต้องไม่เกิน ๑ ชั่วโมง มิฉะนั้นเนื้อเยื่อรอบรากฟันจะตาย ทำให้หมดโอกาสที่จะเกิดการยึดติดได้ การเก็บรักษาฟันให้คงสภาพเดิมมากที่สุด ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการนำฟันปลูกกลับเข้าที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;วิธี ที่ง่ายที่สุด คือ พยายามนำฟันซี่นั้นใส่กลับเข้าไปในตำแหน่งเดิมของมัน โดยสังเกตซี่ข้างเคียงเป็นตัวเทียบโดยต้องจับแต่เฉพาะตัวฟัน ไม่ไปสัมผัสถูกบริเวณรากฟัน ซึ่งมีเนื้อเยื่ออ่อนคลุมอยู่ จากนั้นให้ผู้ป่วยขบฟันไว้เบาๆ และปิดริมฝีปากให้สนิท เพื่อประคองฟันซี่นั้น ไม่ให้เลื่อนออกมาอีก แล้วรีบไปพบทันตแพทย์ ในกรณีที่ฟันนั้นหลุดตกบนพื้นที่ไม่สะอาด ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดก่อน โดยการราดหรือจุ่มบริเวณรากฟันลงในน้ำแกว่งเบาๆ ให้สิ่งสกปรกหลุดออกไปก็พอโดยมือไม่สัมผัสถูกรากฟัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทพ.ไพฑูรย์ สุริยะวงศ์ไพศาล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8472521180712389856?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8472521180712389856'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8472521180712389856'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_26.html' title='ฟันหักหลุดต่อคืนได้จริงหรือไม่'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-7246759490077931482</id><published>2009-09-19T18:30:00.000-07:00</published><updated>2009-09-19T18:34:42.766-07:00</updated><title type='text'>กรดไหลย้อน" ปล่อยไว้อาจกลายเป็นมะเร็ง" - โรคกรดไหลย้อน-กรดไหลย้อนในเด็ก-กรดไหลย้อน -อาการ -โรค ภาวะ กรด ไหล ย้อน</title><content type='html'>โรค กรดไหลย้อนกำลังเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิต ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันมากขณะนี้ เพราะเป็นโรคที่ใกล้ตัวทุกคนมาก ลักษณะอาการคล้ายคนเป็นโรคกระเพาะ ถ้าไม่ใส่ใจดูแลอาจลามกลายเป็นโรคมะเร็งที่หลอดอาหารได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ ลักษณะอาการของโรคกรดไหลย้อน นพ.พรเทพ ประทานวณิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมส่องกล้องและกล้องส่องผ่าตัด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า โรคกรดไหลย้อนเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดนี้จะหย่อนตัวลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหารได้โดยง่าย โดยจะมีอาการแสบยอดอก ขย้อนหรือสำรอก รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก มักมีอาการเรอ จุก เสียด แน่น เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img alt="http://www.talkystory.com/imagelib/www.talkystory.com/032009/dd9992a6790d7ef.jpg" src="http://www.talkystory.com/imagelib/www.talkystory.com/032009/dd9992a6790d7ef.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราเป็น โรคนี้คือ พฤติกรรมการบริโภคที่หันไปใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ตื่นเช้ามาก็เร่งรีบไปทำงาน ไม่ค่อยกินข้าว กินแต่กาแฟ แถมยังชอบกินอาหารเย็นหนักๆ แล้วก็นอน อาหารจึงยังตกค้างอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ต้องหลั่งกรดออกมาย่อยอาหารที่ยังตกค้างอยู่ ประกอบกับท่านอนไม่ถูกต้อง หัวเสมอหรือต่ำกว่าลำตัว ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอ เกิดอาการแสบระคายเคืองขึ้นมาบนคอและถ้าปล่อยให้หลอดอาหารส่วนปลายระคาย เคืองไปนานๆ อาจทำให้หลอดอาหารเป็นมะเร็งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนทางแก้ไขโรคนี้ ผศ.นพ.ชฎิล ธาระเวช อาจารย์แพทย์ศัลยกรรม ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยว่า ถ้าเป็นไม่มากก็ให้ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน เช่น ลดชา กาแฟ และของมัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นทำให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัว และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มาเป็นมื้อเช้า กลางวัน เย็น มื้อละไม่ต้องมาก แค่ให้พออิ่ม เพื่อให้มีอาหารในกระเพาะอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง ควรงดอาหาร และนอนหนุนหมอนให้หัวสูงกว่าลำตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สำหรับคนที่เป็นมากหน่อยก็อาจใช้ ยาลดกรดช่วย และถ้าเป็นหนักๆ ควรพบแพทย์ เพื่อตรวจด้วยเครื่องตรวจกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ผลแม่นยำมาก แล้วค่อยทำการผ่าตัด ปัจจุบันการผ่าตัดโรคนี้พัฒนาไปมาก สามารถใช้วิธีการส่องกล้องเข้าไปกระชับหูรูดให้แข็งแรงและมีแผลเพียงเล็กๆ" ผู้เชี่ยวชาญย้ำเพื่อให้ความมั่นใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หนังสือพิมพ์คมชัดลึก&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-7246759490077931482?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/7246759490077931482'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/7246759490077931482'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_6379.html' title='กรดไหลย้อน&quot; ปล่อยไว้อาจกลายเป็นมะเร็ง&quot; - โรคกรดไหลย้อน-กรดไหลย้อนในเด็ก-กรดไหลย้อน -อาการ -โรค ภาวะ กรด ไหล ย้อน'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1014562976457379334</id><published>2009-09-19T18:12:00.001-07:00</published><updated>2009-09-19T18:27:45.334-07:00</updated><title type='text'>ห้ามดัดฟันแฟชั่น สธ.ร่วม ศธ.คุมนักเรียนทำต้องมีใบรับรอง ทพ. - จัดฟันแฟชั่น - จัดฟันเถื่อน - ข่าวจัดฟัน</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;งัดมาตรการ สู้!จัดฟันเถื่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สธ.งัดไม้เด็ด จับมือ “ศธ.” จี้ครูทั่วประเทศ ตรวจฟันนักเรียน ยันดัดฟันต้องมีใบรับรองทันตแพทย์ ไม่มีร่อนหนังสือแจ้งพ่อแม่พาไปเอาออกภายใน 30 วัน หลัง “นร.ม.3” ดับปริศนา แม่สงสัยดัดฟันแฟนชั่นแล้วติดเชื้อ ด้าน “มานิต” เต้น! ควงเจ้าหน้าที่ โชว์เชือดไก่ให้ลิงดู บุกจับร้านดัดฟันเถื่อน ยึดอุปกรณ์อื้อ แจ้ง 3 ข้อหาหนัก พร้อมกร้าว สั่ง สสจ.ลุย กวาดล้างเบ็ดเสร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 290px; height: 149px;" alt="http://4.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/SrWD3V57Z_I/AAAAAAAABJc/AdiPPuQ-cbE/s400/addydente-1228121355-117-47-156-137.jpg" src="http://4.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/SrWD3V57Z_I/AAAAAAAABJc/AdiPPuQ-cbE/s400/addydente-1228121355-117-47-156-137.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 114px; height: 149px;" alt="http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/SrWD3wTEBkI/AAAAAAAABJk/Qcr9s_ivh80/s400/25795.jpg" src="http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/SrWD3wTEBkI/AAAAAAAABJk/Qcr9s_ivh80/s400/25795.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุสลด ด.ญ.ศิริลักษณ์ ปิลอง หรือปอย วัย 14 ปี นร.ชั้น ม.3 โรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคาร จ.ชลบุรี เสียชีวิตอย่างปริศนา เบื้องต้นมารดาสงสัยเป็นเพราะไปใส่เหล็กดัดฟันแฟชั่นในร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่สะอาด จนเกิดการติดเชื้อ ส่งผลให้กระทรวงสาธารณสุขต้องออกกวาดล้างร้านดัดฟันแฟชั่นเถื่อนอย่างเอา จริงเอาจัง โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข (สธ.) พร้อมเจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี (ปดส.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นำกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมร้านจัดฟันเถื่อน ชื่อ “อ้อย จัดฟันแฟชั่น” ตั้งอยู่บนชั้น 2 ศูนย์การค้าเจเวนิว นวนคร จ.ปทุมธานี พร้อมควบคุมตัวนายวีรศักดิ์ เที่ยงแท้ อายุ 24 ปี ผู้ให้บริการจัดฟัน และ น.ส.น้ำอ้อย ทองปรน อายุ 34 ปี ผู้คิดเงิน และยึดอุปกรณ์จัดฟันและอุปกรณ์อื่น ๆ รวม 10 รายการ อาทิ เครื่องกรอฟัน ยางสีต่าง ๆ ลวดดัดฟัน และกาว เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 288px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/SrWBn_yUEcI/AAAAAAAABJU/QoGqH6Bd_5Q/s400/92d79d775d1493a66.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5383351453728641474" border="0" /&gt;&lt;br /&gt; นายมานิตเปิด เผยว่า ผู้ต้องหาที่ให้บริการจัดฟันแฟชั่น จะมีความผิดรวม 3 ข้อหา คือ 1.ความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมทำการประกอบอาชีพทันต กรรม มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ความผิดตาม พ.ร.บ.สถาน พยาบาล พ.ศ. 2542 ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต ถ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดสถานพยาบาล แต่เปิดร้านจัดฟันแฟชั่นให้บริการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกคำสั่งห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นเป็นการถาวร ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า การดัดฟัน  แฟชั่น หากไม่มีข้อบ่งชี้ แต่ไปดัดฟันหรือจัดฟันถือว่าไม่มีประโยชน์ อาจเกิดอันตราย โดยเฉพาะถ้าผู้ให้บริการไม่ใช่ทันตแพทย์ ที่ผ่านมามีนักเรียน-นักศึกษา ไปใช้บริการจำนวนมากเพราะราคาถูก ดังนั้น สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ โดยจะประสานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แจ้งไปยังครูประจำชั้นโรงเรียนทั่วประเทศ ให้ตรวจดูว่ามีเด็กนักเรียนในชั้นเรียนจัดฟันหรือไม่ หาก พบมีการจัดฟันแฟชั่น ให้ครูประจำชั้นแจ้งให้เด็กไปขอใบรับรองจากทันตแพทย์ที่ให้บริการจัดฟันมา ให้ดู หากไม่มีใบรับรองมาแสดง ครูต้องทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ปกครอง ให้พาลูกหลานไปเอาเหล็กดัดฟันแฟชั่น ออกภายใน 30 วัน ขอฝากไปยังผู้ปกครองว่าควรสอบถามลูกหลานด้วยว่าไปจัดฟันแฟชั่น  ที่ไหน หากไม่ได้ทำโดยทันตแพทย์ควรแนะนำให้ไปเอาออก เพราะมีความเสี่ยงสูงมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นายมานิต กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สธ. ได้สั่งการไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)  ทั่ว ประเทศ ให้ออกตรวจตราและจับกุมร้านจัดฟันแฟชั่นที่ให้บริการโดยหมอฟันเถื่อน และให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันจะประสานไปยังแพทยสภา เพื่อประสานไปยังทันตแพทย์ ทั่วประเทศในการออกใบรับรองให้กับเด็กนัก เรียนที่จัดฟันด้วย สำหรับร้านจัดฟันที่จับกุมได้วันนี้ จะขยายผลต่อไปว่าสั่งซื้ออุปกรณ์จัดฟันมาจากที่ใด มีใบอนุญาตหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบในร้านพบใบรับรองนำเข้าเครื่องมือแพทย์ของบริษัทหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์จัดฟันให้ โดยจะประสานให้ นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ส่วนนายวีรศักดิ์ที่ ตกเป็นผู้ต้องหากล่าวว่า หลังมีการนำเสนอข่าวการจัดฟันแฟชั่นว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ก็ไม่ได้เปิดให้บริการมานานแล้ว แต่วันนี้มาเปิดร้านเพราะมีลูกค้าโทรศัพท์มา  นัด ว่าจะมาถอดเหล็กดัดฟันออก ความจริงตนเตรียมเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดกลับบ้านแล้ว และจะเปลี่ยนร้านนี้เป็นร้านขายดอกไม้แทน ส่วนอุปกรณ์การจัดฟันไปซื้อมาจากร้านค้าแห่งหนึ่งย่านเยาวราช.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1014562976457379334?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1014562976457379334'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1014562976457379334'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_19.html' title='ห้ามดัดฟันแฟชั่น สธ.ร่วม ศธ.คุมนักเรียนทำต้องมีใบรับรอง ทพ. - จัดฟันแฟชั่น - จัดฟันเถื่อน - ข่าวจัดฟัน'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/SrWD3V57Z_I/AAAAAAAABJc/AdiPPuQ-cbE/s72-c/addydente-1228121355-117-47-156-137.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-4159853561376815662</id><published>2009-09-17T11:37:00.000-07:00</published><updated>2009-09-17T11:41:48.403-07:00</updated><title type='text'>มันมากับ “กาแฟ” ไม่ใช่คาเฟอีน!!</title><content type='html'>กาแฟ เป็นทั้งอาหารเช้ากับอาหารว่าง บางครั้งกลายเป็นเพื่อนในยามดึกของหลายๆคนอีกด้วย อะคาท็อกซิน เอ Ochratoxin A ก็เป็นอีกพิษภัยที่มองไม่เห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาร Ochratoxin A ทนความร้อน อุณหภูมิหุงต้มปกติ ไม่สามารถทำลายเจ้าสารพิษชนิดนี้ได้ มันชอบอยู่ในสภาวะที่มีความชื้นและมีอุณหภูมิระดับปานกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มักพบปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดธัญชาติ โกโก้ เมล็ดกาแฟ ชีส และผลไม้ อบแห้ง เช่น องุ่นอบแห้ง หรือที่เรียกว่า wine fruit&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอก จากนี้ ในบางครั้งยังพบในหมู และผลิตภัณฑ์จากหมู เช่น แฮม ไส้กรอก เบคอน ทั้งนี้ เนื่องจากหมูอาจกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารตัวนี้&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 172px; height: 142px;" alt="http://googigg.exteen.com/images/Menu010/PICT0052.jpg" src="http://googigg.exteen.com/images/Menu010/PICT0052.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 291px; height: 139px;" alt="http://www.thaidbmarket.com/uploads/20090319-152713-.jpg" src="http://www.thaidbmarket.com/uploads/20090319-152713-.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อร่างกายได้รับสาร Ochratoxin A เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ เนื่องจากขาดเลือดมาหล่อเลี้ยง&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 348px; height: 301px;" alt="http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/31097.jpg" src="http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/31097.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;นอก จากนั้น อาการติดเชื้อของไต (nephropathy) ที่เกิดจาก Ochra- toxin A จะนำไปสู่การเกิดการก่อลูกวิรูป เกิดเนื้องอกในต่อมไต และเกิดเนื้องอกที่ตับในหนูทดลอง แต่ไม่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศ แคนาดาและประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปหลายประเทศ ได้สำรวจและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารที่มีจำหน่ายภายในประเทศ ที่อาจปนเปื้อน Ochratoxin A นำมาวิเคราะห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับปัจจุบันมีมาตรฐานการปนเปื้อนของสาร Ochratoxin A ในอาหารดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตาม ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 197 พ.ศ.2543 กำหนดให้กาแฟสำเร็จรูปชนิดเหลว ไม่มีสารพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจจะเป็นอันตรายต่อ สุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรฐาน codex ปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ปนเปื้อนในเมล็ดข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ดิบ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ เท่ากับ 5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม (report April 2002)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้สถาบันอาหารสุ่มตัวอย่างกาแฟสำเร็จรูปในท้องตลาด 5 ตัวอย่าง มีถึง 2 ตัวอย่างที่เกินมาตรฐานสูงมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นกันอย่างนี้แล้ว คอกาแฟทั้งหลายคงต้องระมัดระวังกันเพิ่มขึ้น “มัน” ไม่ได้มีเฉพาะคาเฟอีนเท่านั้น......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-4159853561376815662?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4159853561376815662'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4159853561376815662'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_4116.html' title='มันมากับ “กาแฟ” ไม่ใช่คาเฟอีน!!'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1371399681743854662</id><published>2009-09-17T11:26:00.000-07:00</published><updated>2009-09-18T12:10:41.003-07:00</updated><title type='text'>อาหารอันตรายขณะท้องว่าง</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาหาร ทุกชนิดก็มีประโยชน์&lt;/span&gt; แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีอาหารอีกบางชนิด ที่เป็นอาหารที่เมื่อทานในขณะที่ท้องไม่ว่างนั้น จะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าเกิดทานขณะท้องว่างรับรองว่า เกิดโทษมากกว่าประโยชน์แน่นอน เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า อาหารชนิดใดบ้างที่ห้ามรับประทานขณะท้องว่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;นมและนมถั่วเหลือง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 258px; height: 193px;" alt="http://www.pepsithai.com/food2008/engine/images/scoop/tip27.jpg" src="http://www.pepsithai.com/food2008/engine/images/scoop/tip27.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;เหล้า&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 228px; height: 206px;" alt="http://dpc9.ddc.moph.go.th/group/ncd/Library/luwmi.gif" src="http://dpc9.ddc.moph.go.th/group/ncd/Library/luwmi.gif" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;น้ำตาลหรืออาหารหวาน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 190px; height: 162px;" alt="http://www.trainandmedia.com/news/picupload/caka.jpg" src="http://www.trainandmedia.com/news/picupload/caka.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่ง ผลต่อการ ดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ชาที่แก่เกินไป&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 199px; height: 214px;" alt="http://www.bkkmenu.com/healthy/images/whitetea/main.jpg" src="http://www.bkkmenu.com/healthy/images/whitetea/main.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ลูกพลับ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 176px; height: 234px;" alt="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/cd/Kaki.JPG/243px-Kaki.JPG" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/cd/Kaki.JPG/243px-Kaki.JPG" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ไม่ ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่ง กรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;กล้วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 255px; height: 191px;" alt="http://www.cihua.net/bkk/images/image002.jpg" src="http://www.cihua.net/bkk/images/image002.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เพราะ กล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็น การยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;กระเทียม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img style="width: 250px; height: 228px;" alt="http://yalor.yru.ac.th/~kwisit/general/images/katium.gif" src="http://yalor.yru.ac.th/%7Ekwisit/general/images/katium.gif" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เพราะ จะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้น เกิดโรค กระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง ผัก การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;นอกจากนั้นยังไม่ควรอาบน้ำ หลังออกกำลังกาย ด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและ การออกกำลังกายภายในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ดังนั้น เราก็ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายของเราดีกว่านะคะ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ที่มา เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1371399681743854662?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1371399681743854662'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1371399681743854662'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_4743.html' title='อาหารอันตรายขณะท้องว่าง'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-3670309769820732448</id><published>2009-09-17T11:23:00.000-07:00</published><updated>2009-09-17T11:25:00.238-07:00</updated><title type='text'>‘ลำไส้แปรปรวน’ โรคร้าย ทำลายคุณภาพชีวิต</title><content type='html'>ท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้องเป็นๆ หายๆ ขับถ่ายไม่เป็นปกติ เดี๋ยวก็ท้องผูก เดี๋ยวก็ท้องเสีย เฮ้อ..! จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม?...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นพ.ณัฏฐากร วิริยานุภาพ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงอาการข้างต้นว่า เข้าข่ายโรคที่เรียกว่า โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome : IBS)  เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติ แต่พอตรวจดูกลับไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่ลำไส้ ไม่ว่าจะทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ หรือตรวจเลือดผิดปกติ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยโดยทั่วไปที่เป็นโรคนี้มักจะมีประวัติเป็นมานาน บางรายอาจมีอาการเป็นปีและมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นโรคที่สร้างความรำคาญ และความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่าทำไมโรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รบกวนการดำเนินชีวิตและอาจทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ และพบว่าโรคลำไส้แปรปรวนมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชายประมาณ 2 : 1&lt;br /&gt;&lt;img alt="http://202.129.48.218/sar/photo/stomachache.JPEG" src="http://202.129.48.218/sar/photo/stomachache.JPEG" /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน มักจะมีอาการปวดท้อง อาจปวดตรงกลางหรือปวดบริเวณท้องน้อย โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด อาการจะไม่สัมพันธ์กับอาหาร นอกจากนี้จะมีอาการท้องโตขึ้นเหมือนมีลมในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมมากขึ้น และมีอาการถ่ายไม่ปกติ บางรายมีอาการท้องผูก บางรายท้องเสีย หรือในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด หรือมีอาการปวดเบ่งแต่เมื่อถ่ายอุจจาระแล้วอาการดีขึ้น มักมีอุจจาระเป็นมูกร่วมด้วยได้ อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมากน้อยสลับกันได้ จะมีอาการเกิน 3 เดือน ในระยะเวลา 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอนของโรคลำไส้แปรปรวน แต่จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ มี 3 อย่างที่สำคัญได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ บีบตัวของลำไส้ผิดปกติ เป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนที่ผิดปกติบางอย่างในผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบประสาทที่ผนังลำ ไส้ไวต่อสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการได้แก่ อาหารเผ็ด กาแฟ แอลกอฮอล์ทุกชนิด ช็อกโกแลต เป็นต้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นก็ทำให้ผนังลำไส้บีบตัวผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีความผิดปกติในการ ควบคุมการทำงานของลำไส้ ระหว่างประสาทรับความรู้สึกที่ผนังลำไส้ ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน ยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการหลายอย่างร่วมกัน ยาที่ใช้มักจะทำให้อาการบางอย่างดีขึ้นเท่านั้น การรักษาด้วยยา แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาในการให้ยาที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย แต่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยจะช่วยให้อาการของโรคนี้ดีขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนมีอาการดีขึ้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้คือ ควรรับประทานอาหารช้า ๆ และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากไขมันจะเป็นตัวกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ หากผู้ป่วยมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารให้มากขึ้น ดื่มน้ำให้เพียงพอและฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนชนิดท้องเสีย หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น อาทิ กาแฟ อาหารหวานจัด ผลไม้รสเปรี้ยวบางชนิด อาหารรสเผ็ด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และน้ำอัดลม เป็นต้น และหากผู้ป่วยมีภาวะเครียดร่วมด้วย ควรหาทางผ่อนคลาย หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจจำเป็นต้องพบจิตแพทย์ในบางรายที่มีปัญหาทางจิตใจค่อนข้างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ข้อมูลจากโรงพยาบาลเวชธานี&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-3670309769820732448?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3670309769820732448'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/3670309769820732448'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_6543.html' title='‘ลำไส้แปรปรวน’ โรคร้าย ทำลายคุณภาพชีวิต'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-8166888935196773502</id><published>2009-09-17T11:15:00.000-07:00</published><updated>2009-09-17T11:19:02.095-07:00</updated><title type='text'>แสงแดดช่วยป้องกันโรคมะเร็ง -อาบแดด มีประโยชน์</title><content type='html'>ความเชื่อเก่าๆที่ว่า ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะการโดนแดดจะทำให้เป็นมะเร็งนั้นอาจไม่ถูกต้องเสมอ ไป เพราะวารสารการแพทย์ของอังกฤษระบุว่าการไม่ได้รับแสงแดดก็เป็นการเพิ่มความ เสี่ยงของการเกิดมะเร็งเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์เซดริก การ์แลนด์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย รายงานผลการค้นพบของเขาในวารสารการแพทย์ของอังกฤษโดยระบุว่า การที่เราไม่โดนแดดจะทำให้ขาดวิตามินดี ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ เนื่องจากแสงแดดเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินดีที่สามารถช่วยป้องกันทั้งมะเร็ง ลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 496px; height: 374px;" alt="http://www.siamfreestyle.com/images/content_images/attraction_images/pkt/pkt_att410003001.jpg" src="http://www.siamfreestyle.com/images/content_images/attraction_images/pkt/pkt_att410003001.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์ การ์แลนด์แนะว่า คนที่อาศัยอยู่ในอังกฤษควรมั่นใจว่าวันหนึ่งๆนั้นพวกเขาจะได้รับแสงแดด ประมาณ 10 -15 นาทีตามแต่สภาพอากาศจะอำนวย โดยแสงแดดจะเป็นตัวช่วยสังเคราะห์วิตามินดี ทั้งยังได้แนะนำให้รับประทานอาหารเสริมเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินดีที่ได้ รับจากแสงแดด และเป็นการรับประกันว่าจะได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เพียงพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าง ไรก็ตามองค์กรด้านมะเร็งได้ระบุว่า แม้ว่าจริงๆแล้วแสงแดดจะมีคุณสมบัติมากมาย แต่หากต้องการอาบแดดให้ผิวสีแทนสวยแล้วก็ต้องดูความพอดีของระยะเวลาด้วย การอยู่ใต้แสงแดดเป็นเวลา 15 นาทีต่อวัน โดยเฉพาะตอนกลางวันนั้นสามารถทำให้ผิวหนังของหลายๆคนถูกทำลายได้ "สำหรับคนที่ต้องการจะอาบแดด ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงแสงอาทิตย์คือระหว่าง 11 โมงเช้า ถึงบ่าย 3 โมง เพราะเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในจุดที่ร้อนที่สุด และควรใช้ครีมกันแดดด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน ผู้จัดการด้านข้อมูลข่าวสารของ สถาบันวิจัยมะเร็งของอังกฤษ ซาร่า เฮียม เผยว่า วิตามินดีอาจช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งได้จริง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปหาแสงแดดเพื่อให้ได้รับวิตามินดี แค่เดินออกไปข้างนอกและใช้ชีวิตตามปกติก็ได้รับแสงแดดแล้ว และว่า "อาหารที่เรากินก็เป็นแหล่งวิตามินดีที่สำคัญเช่นกัน อย่างพวกเนื้อสัตว์ ไข่ และน้ำมันตับปลา ก็มีวิตามินดีทั้งนั้น" ทั้งนี้ ซาร่ายังได้กล่าวเพิ่มอีกว่า “เราไม่สนับสนุนให้เลี่ยงไม่โดนแสงแดดเลย แต่อยากจะเตือนว่า การอาบแดดให้ผิวเป็นสีแทนนั้นจะทำให้ผิวหนังถูกทำลาย และนำไปสู่การเป็นมะเร็งผิวหนังได้ เพราะรังสียูวีที่มากเกินไปนั้นเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งผิวหนัง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา บีบีซีนิวส์ &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-8166888935196773502?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8166888935196773502'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/8166888935196773502'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_17.html' title='แสงแดดช่วยป้องกันโรคมะเร็ง -อาบแดด มีประโยชน์'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-5061640136444209173</id><published>2009-09-11T09:21:00.001-07:00</published><updated>2009-09-11T09:24:03.533-07:00</updated><title type='text'>“ติดอ่าง” แก้ไขอย่างไรดี</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“ติดอ่าง”&lt;/span&gt; เป็น ความผิดปกติของจังหวะการพูด มีลักษณะพูดไม่คล่อง ตะกุกตะกัก ติดๆขัดๆ พูดซ้ำๆ คำเดิม มักเป็นคำต้นประโยค นอกจากนี้ยังมีการพูดลากเสียง พูดขาดตอนเป็นช่วงๆ ไม่ต่อเนื่อง หรือลังเลที่จะพูด บางคนมีใบหน้าหรือท่าทางผิดปกติ เช่น ใบหน้าบิดเบี้ยว กระพริบตา เม้มปาก หรือกระทืบเท้าในขณะที่พูดติดอ่าง อาการอาจไม่เกิดเมื่ออ่านออกเสียง ร้องเพลง พูดคนเดียว หรือพูดกับสัตว์เลี้ยง แต่อาการมักจะสัมพันธ์กับความเครียด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;      อาการติดอ่างมักเกิดในเด็กก่อนวัยเรียน&lt;/span&gt; เนื่องจากเด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านภาษาเร็ว อยู่ในช่วงที่เด็กกำลังหัดพูด จึงอาจพูดผิด พูดติดๆ ขัดๆ หรือพูดไม่ชัดได้ อาการติดอ่างอาจเกิดขึ้นชั่วคราวเพียงช่วงหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป อาการนี้อาจหายไปได้เอง แต่บางคนก็เป็นต่อเนื่องจนโต ซึ่งจะรักษาได้ยากกว่า ดังนั้น หากพบว่าเด็กมีอาการติดอ่าง ควรรักษาตั้งแต่ต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="outline"&gt;&lt;div class="mediaContainer"&gt;    &lt;img class="media" id="fullSizedImage" src="http://i170.photobucket.com/albums/u266/tor2007/new%20anime/genshiken2/20070829_81_07.jpg" alt="20070829_81_07.jpg image by tor2007" galleryimg="no" style="width: 400px; height: 300px; cursor: default;" /&gt; &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สาเหตุของการพูดติดอ่าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      สาเหตุที่แท้จริงยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด บ้างก็ว่าการติดอ่างมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าการติดอ่างเกิดจากการเรียนรู้ที่ผิด ยกตัวอย่างเช่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - เมื่อเด็กยังเล็ก ยังพูดไม่คล่อง เด็กอาจพูดซ้ำๆ เพราะอวัยวะที่ใช้ในการพูดยังทำงานไม่คล่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - เด็กนึกคำพูดไม่ออก เพราะยังรู้คำศัพท์ไม่มากนัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - เด็กอาจถูกผู้ใหญ่เร่งรัดให้พูดเร็วเกินไป หรือสอนให้พูดคำต่างๆ มากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - เด็กมีความเครียดหรือวิตกกังวล เช่น เมื่อมีน้องใหม่ ย้ายบ้าน เปลี่ยนโรงเรียน หรือมีอาการเจ็บป่วย ตลอดจนเมื่อเกิดอารมณ์ เช่น โกรธ ไม่พอใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - เมื่อเด็กพูดไม่คล่อง ผู้ใหญ่อาจแสดงท่าทีสนใจคำพูดของเด็กมากเกินไป ดุหรือตำหนิว่าพูดติดอ่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      ยิ่งผู้ใหญ่พยายามให้เด็กพูดซ้ำเพื่อให้พูดได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติด ขัด จะยิ่งทำให้เด็กอาย เกิดความไม่มั่นใจหรือวิตกกังวลเรื่องการพูด และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูด ยิ่งเป็นการกระตุ้นส่งเสริมให้เด็กติดอ่างมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วิธีแก้ไขการพูดติดอ่าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      เมื่อพบว่าเด็กพูดติดอ่าง ขั้นแรกควรสังเกตและติดตามดู ไม่ควรตำหนิหรือทักต่อหน้าผู้อื่น เพราะจะทำให้เด็กไม่สบายใจและเกิดความกังวลได้ วิธีที่จะช่วยแก้ไขเด็กที่พูดติดอ่างทำได้โดย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - อย่าวิตกกังวลกับอาการติดอ่างของเด็กมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้เป็นปัญหาต่อเด็กโดยตรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - เป็นผู้ฟังที่ดี ควรให้ความสนใจและตั้งใจฟังเด็กที่กำลังพยายามพูดมากกว่าจ้องจับผิดว่าเด็ก กำลังพูดอะไร และไม่ควรแสดงท่าทีผิดปกติขณะที่เด็กพูดไม่คล่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - รับฟังด้วยท่าทีที่อ่อนโยน สงบ และเข้าใจ ไม่ว่าเด็กจะพูดติดอ่างหรือไม่ ท่าทีที่ผ่อนคลายของผู้ใหญ่ จะทำให้เด็กมีความมั่นใจ สบายใจ และหายติดอ่างได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - ไม่ควรเร่งให้เด็กพูด ควรให้เวลาเด็กได้คิด รวบรวมคำพูด โดยไม่แสดงท่าทีที่รำคาญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - อย่าสอนให้เด็กพูดมากเกินไปจนเป็นการยัดเยียดโดยไม่ตั้งใจ ควรให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง จากการพูดคุย การเล่น กิจวัตรประจำวัน หรือการดำเนินชีวิตภายในบ้านและนอกบ้าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก ด้วยการพูดช้าๆ ชัดๆ สั้นๆ ได้ใจความ กะทัดรัด ไม่เยิ่นเย้อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - ไม่ควรเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดกับเด็กที่โตกว่า เพราะเด็กส่วนใหญ่มักพูดไม่คล่องในช่วงอายุประมาณ 2-4 ปี ลักษณะการพูดไม่คล่องของเด็กจะค่อย ๆ ลดลงไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      อาการติดอ่างจะหายไปเมื่อเด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษา หรือเด็กลดการเร่งคำพูดลงเอง แต่ถ้าอาการพูดติดอ่างยังไม่หายหรือมีอาการมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ต่อไป ซึ่งจะมีวิธีแก้ไขการพูดติดอ่าง ได้ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกาย ตลอดจนอารมณ์ เมื่อต้องพบกับสถานการณ์ที่เคยพูดติดอ่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - การปรับพฤติกรรมการพูดและบุคลิกภาพของคนติดอ่าง เพื่อลดความลำบากในการพูด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่คนพูดติดอ่าง เทคนิคที่ใช้ได้แก่ การใช้จังหวะช่วยในขณะพูด หรือใช้เครื่องสะท้อนเสียงพูดช่วยในการฝึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      - การใช้จิตบำบัดเพื่อขจัดความเครียดหรือความวิตกกังวลในการพูด ร่วมกับการแก้ไขการพูด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      วิธีการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้คนติดอ่างพูดได้คล่องขึ้น มีกำลังใจ และลดพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในการพูดออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โดย  เอมอร คชเสนี  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เว็ปข่าว ผู้จัดการ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-5061640136444209173?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5061640136444209173'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5061640136444209173'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_11.html' title='“ติดอ่าง” แก้ไขอย่างไรดี'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-4057733330354626355</id><published>2009-09-09T03:28:00.000-07:00</published><updated>2009-09-09T03:33:39.158-07:00</updated><title type='text'>“ไส้ติ่ง” มีไว้ทำอะไร - ไส้ติ่งอักเสบ - อาการของไส้ติ่งอักเสบ - การรักษาไส้ติ่งอักเสบ - ปวดไส้ติ่ง</title><content type='html'>ไส้ติ่ง คือส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ยื่นออกมาเป็นติ่งอยู่ตรงบริเวณด้านขวาล่าง มีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ยาวตั้งแต่ 2-20 เซนติเมตร มีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ แต่เดิมนั้นเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าไส้ติ่งทำหน้าที่อะไร มีประโยชน์หรือไม่ หลายคนคิดว่าไส้ติ่งเป็นส่วนเกินของร่างกาย เมื่อมีเหตุให้ต้องผ่าตัดช่องท้อง จึงผ่าไส้ติ่งทิ้งไปด้วย เพราะเกรงว่าไส้ติ่งจะสร้างปัญหาหากกลายเป็นไส้ติ่งอักเสบขึ้นมา แต่มีงานวิจัยที่ค้นพบว่าไส้ติ่งนั้นมีประโยชน์ค่ะ&lt;br /&gt;  &lt;table align="Right" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" width="5" height="1" /&gt;&lt;/td&gt;  &lt;td align="center" valign="top"&gt; &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="390"&gt; &lt;tbody&gt;&lt;tr&gt; &lt;td align="center" width="390" valign="Top"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไส้ติ่งมีไว้ทำอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 310px; height: 229px;" alt="http://pics.manager.co.th/Images/552000010839101.JPEG" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000010839101.JPEG" /&gt;&lt;br /&gt;นัก วิทยาศาสตร์อเมริกันจากมหาวิทยาลัย Duke ค้นพบว่าไส้ติ่งมีหน้าที่สร้างและปกป้องเชื้อจุลินทรีย์ในช่องท้องของคนเรา จุลินทรีย์ที่ว่านี้ช่วยในระบบการย่อยอาหาร นอกจากนี้ไส้ติ่งยังทำหน้าที่กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้กลับมาทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ในกรณีที่ถูกเชื้อโรคอหิวาต์หรือเชื้อโรคบิดเล่นงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์ Bill Parker แห่งมหาวิทยาลัย Duke อธิบายว่า ไส้ติ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนที่หลบภัยและโรงงานผลิตแบคทีเรียที่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของไส้ติ่งจะลดน้อยลงมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากมีโอกาสเกิดโรคอหิวาต์หรือโรคบิดน้อยมาก แต่สำหรับในประเทศด้อยพัฒนา ไส้ติ่งยังคงมีประโยชน์กับประชากรในประเทศเหล่านั้นอยู่ รายงานบอกด้วยว่าในประเทศด้อยพัฒนานั้นมีอัตราการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบน้อย มากเมื่อเทียบกับในสหรัฐ&lt;br /&gt;ทฤษฎีเรื่องประโยชน์ของไส้ติ่งนี้บันทึกไว้ในเว็บไซต์ของนิตยสาร Scientific นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยครั้งนี้หลายคนแสดงความเห็นว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับไส้ติ่งนี้มีความเป็นไปได้ และเป็นงานวิจัยที่อธิบายหน้าที่ของไส้ติ่งได้อย่างมีเหตุมีผลมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าง ไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าแม้ไส้ติ่งจะมีประโยชน์ แต่เมื่อติดเชื้อจนมีอาการไส้ติ่งอักเสบ ก็จำเป็นต้องผ่าตัดออก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจถึงแก่ชีวิตได้ ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 300-400 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ไส้ติ่งอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 199px; height: 205px;" alt="http://pics.manager.co.th/Images/552000010839102.JPEG" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000010839102.JPEG" /&gt;&lt;br /&gt;รู้จักหน้าที่ของไส้ติ่งกันแล้ว มารู้จักโรคไส้ติ่งอักเสบกันบ้างค่ะ&lt;br /&gt;ไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคปวดท้องแบบเฉียบพลันที่พบมากที่สุด มักพบในวัยหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 30 ปี สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เกิด จากการอุดตันของไส้ติ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเม็ดฝรั่งตามความเชื่อแต่โบราณ ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากเศษอุจจาระที่แข็งตัว มีบ้างที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอม พยาธิ หรือก้อนเนื้องอก ทำให้ไส้ติ่งเกิดการอุดตัน และติดเชื้ออักเสบขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาการของไส้ติ่งอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;โดยทั่วไปจะมีอาการปวดท้อง บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ อาจปวดรอบสะดือก่อน อาจปวดเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักปวดตลอดเวลา หลังจากนั้นอาการปวดจะเริ่มย้ายไปที่ท้องน้อยด้านขวา และปวดตลอดเวลาเช่นกัน อาจมีไข้ต่ำๆ มักไม่เกิน 38.5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการไม่เหมือนดังที่กล่าวมา ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไส้ติ่ง เช่น อาจปวดท้องด้านขวาบนหรือตรงกลางก็ได้ถ้าปลายของไส้ติ่งยาวไปถึงบริเวณนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หากยังไม่ได้รับการรักษา อาการอาจเพิ่มมากขึ้น ไข้อาจสูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส อาจมีอาการปวดมากทั้งด้านซ้ายและขวา กดเจ็บบริเวณที่ปวด และปวดมากเวลาเคลื่อนไหวจนต้องนอนนิ่งๆ ซึ่งนั่นหมายถึงไส้ติ่งเริ่มติดเชื้อรุนแรง เน่า และแตก หรือกลายเป็นฝี โดยทั่วไประยะเวลาตั้งแต่เริ่มปวดจนไส้ติ่งแตก มักไม่เกิน 3 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การรักษาไส้ติ่งอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;โรคไส้ติ่งอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ไส้ติ่งกลายเป็นฝีในท้องต้องผ่าตัดออก หรือไส้ติ่งแตกมีหนองออกมาภายในช่องท้อง ทำให้เสียชีวิตได้&lt;br /&gt;การรักษาไส้ติ่งอักเสบไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ทำได้โดยการผ่าตัด ในรายที่ไส้ติ่งแตก แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการปวดท้องในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือโรคอื่นๆ ก็ตาม จะแยกโรคได้ยาก ต้องใช้การสังเกตอาการ ดังนั้น ใน กรณีที่เริ่มปวดท้องโดยที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด โดยเฉพาะหากปวดท้องมากติดต่อกันนานกว่า 6 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่เป็นไส้ติ่งอักเสบ ก็มักเป็นอาการร้ายแรงอื่นๆ เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โดย  เอมอร คชเสนี  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เว็ปข่าว ผู้จัดการ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-4057733330354626355?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4057733330354626355'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/4057733330354626355'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post_09.html' title='“ไส้ติ่ง” มีไว้ทำอะไร - ไส้ติ่งอักเสบ - อาการของไส้ติ่งอักเสบ - การรักษาไส้ติ่งอักเสบ - ปวดไส้ติ่ง'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-5451481313808572555</id><published>2009-09-05T08:01:00.000-07:00</published><updated>2009-09-06T10:58:42.878-07:00</updated><title type='text'>โซ้ย “ก๋วยเตี๋ยว” เสียวภัย 2 ต่อ! -   “คอก๋วยเตี๋ยว” ต้องใส่ใจป้องกัน - สารกันเสียในเส้นก๋วยเตี๋ยว</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;    &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ไม่ต้องสงสัยเลยว่า&lt;/span&gt; ณ วันนี้ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“ก๋วยเตี๋ยว”&lt;/span&gt; คืออาหารจานโปรดของคนมากมาย เพราะทั้งกินง่าย ปรุงรสได้ดั่งใจ ราคาไม่แพง พื้นฐานทางโภชนาการของก๋วยเตี๋ยวแต่ละชามนั้นถือว่าสอบผ่าน เพราะมีครบทั้ง 5 หมู่ ทั้งแป้ง โปรตีน และผักประกอบ ยิ่งเป็นชามที่ใส่ถั่วงอก ตำลึง โหระพา ผักกาด โรยด้วย ต้นหอม ผักชี ยิ่งวิเศษ ยิ่งไปกว่านันยังเป็นอาหารที่ปรุงร้อนๆ ทีละชาม จึงช่วยลดควมเสี่ยงต่อเชื้อโรคได้มาก&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ฉะนั้น คนรักก๋วยเตี๋ยวจึงจัดว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง เพราะอาหารชามนี้ให้ทั้งความโอชา และอนามัยครบในชามเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;img style="width: 206px; height: 163px; font-family: arial;" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000011176901.JPEG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      แต่ช้าก่อน... ไม่ช้าไม่นานมานี้มีข่าวเตือนภัยคอก๋วยเตี๋ยวจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี ที่ลงมือทำวิจัยชิ้นสำคัญเรื่อง “ความปลอดภัยในเส้นก๋วยเตี๋ยว ในเขตภาคอีสาน” และพบเงื่อนปมเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนในเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าอย่างจัง ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคควรรู้ และให้ความสนใจ เพื่อป้องกันภัยแก่ตนเองยามสั่งก๋วยเตี๋ยวแต่ละชามมาชิม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สารกันเสียในเส้นก๋วยเตี๋ยว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      ภก.วรวิทย์ กิตติวงสุนทร ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี ให้ข้อมูลว่า ก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่เป็น “เส้นสด” ที่ค้างหลายวันไม่ได้ ผู้ประกอบการจึงเติม “สารกันบูด” หรือ “สารกันเสีย” ลงไปเพื่อช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย โดยสารกันบูดที่นิยมมากคือ กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก ซึ่งเป็นสารที่หากร่างกายได้รับปริมาณสูงเป็นเวลานาน จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตลดลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;คณะ กรรมการกำหนดมาตรฐานอาหารสากล (Codex)&lt;/span&gt; ได้กำหนดให้ใช้กรดเบนโซอิกในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่ผลจากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวใน 4 จังหวัดภาคอีสาน คือ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และศรีสะเกษ พบผลที่น่าตระหนกเพราะเส้นก๋วยเตี๋ยวทุกประเภททีเก็บมาตรวจวิเคราะห์ล้วนแต่พบปริมาณสารกันบูดเกินมาตรฐานถึง 4 เท่าตัวขึ้นไป ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“เส้น เล็ก” &lt;/span&gt;พบปริมาณกรดเบนโซอิกสูงสุด 17,250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;“เส้นหมี่”&lt;/span&gt; 7,825 มิลลิกรัม/กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“เส้นก๋วยจั๊บ” เส้นใหญ่&lt;/span&gt; 7,358 มิลลิกรัม/กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เส้นเล็ก&lt;/span&gt; 6, 305 มิลลิกรัม/กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“บะหมี่โซบะ”&lt;/span&gt; พบ 4,593 มิลลิกรัม/กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“เส้นใหญ่” &lt;/span&gt;พบ 4,230 มิลลิกรัม/กิโลกรัม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      “จาก ผลการวิจัยดังกล่าวทำให้ความเชื่อเดิมที่คิดว่า เส้นหมี่ ซึ่งมีลักษณะแห้งน่าจะมีวัตถุกันเสียน้อย และน่าจะพบในเส้นใหญ่ซึ่งมีความชื่นสูงนั้น แต่ข้อเท็จจริงเส้นใหญ่กลับเป็นรองเส้นเล็ก แต่ที่น่ายินดีคือ เส้นบะหมี่เหลือง และวุ้นเส้น เป็นเส้นที่ไม่พบปริมาณสารกันบูดเกินมาตรฐานเลย เพราะผลิตจากแป้งสาลี ส่วนเส้นรอื่นๆ จะผลิตจากแป้งข้าวเจ้าที่มีความชื้นสูง ทำให้ราขึ้นง่าย จึงมีการใส่วัตถุกันเสียอย่างหนัก” ภก.วรวิทย์ ให้รายละเอียด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      แม้การตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้จะทำเฉพาะเขตภาคอีสาน แต่คาดว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวทั้งประเทศน่าจะมีปัญหาไม่ต่างกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      “เมื่อ คิดค่าเฉลี่ยน้ำหนักผู้บิโภคคนไทย คือ 50 กิโลกรัม ดังนั้นปริมาณสูงสุดที่ควรบริโภคคือไม่เกิน 250 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งการกินก๋วยเตี๋ยว 1 มื้อ จะมีเส้นประมาณ 50-100 กรัม เท่ากับว่าผู้บริโภคจะได้รับกรดเบนโซอิกอีกประมาณ 226-451 มิลลิกรัม ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว และเมื่อรวมกับปริมาณวัตถุกันเสียในอาหารอื่นๆ ที่กินในแต่ละวัน เท่ากับว่าผู้บริโภคจะได้รับสารนี้จำนวนมาก” ภก.วรวิทย์ สรุปข้อมูล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      &lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“คอก๋วยเตี๋ยว” ต้องใส่ใจป้องกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      เมื่อพบข้อมูลอันน่าตกใจนี้ขึ้น คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะที่กำกับดูแลความปลอดภัยทางด้านอาหารและยาได้สั่งการให้นายแพทย์สำนัก งานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เร่งเก็บตัวอย่างเส้นก๋วยเตี๋ยว ตรวจหาสารกันบูด และมีแนวโน้มที่จะกำหนดให้โรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวต้องพัฒนาให้ได้มาตรฐาน เกณฑ์การผลิตที่ดี (จีเอ็มพี) คำนึงถึงความสะอาดปลอดภัยในกระบวนการผลิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      นอกจากนี้สารกันบูดในก๋วยเตี๋ยวไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า อีกทั้งรสชาติของเส้นที่ใส่สารกันบูดกับเส้นที่ไม่ใส่ไม่มีความแตกต่างกัน และการลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วยน้ำเดือดก็ไม่สามารถทำลายสารรกันบูดได้ เพราะผสมเป็นเนื้อเดียวกับเส้นไปแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:arial;" &gt;อย่างไรก็ตาม อย.มีข้อแนะนำให้สังเกตเมื่อกินก๋วยเตี๋ยวว่าที่กินนั้นมีสารกันบูดหรือไม่ โดย...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      1.ถ้า ใส่สารเคมีเส้นก๋วยเตี๋ยวจะ “เหนียวหนึบ” กัดไม่ค่อยขาดจากกัน อีกทั้งเส้นที่ใส่สารกันบูดเมื่อนำลวกในหม้อ สังเกตว่าน้ำที่ลวกจะ “ขุ่น”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      2.เส้น ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ปรือเส้นสดที่ใส่สารกันบูด ทิ้งไว้ 2-3 วัน สีสันจะคงเดิม แต่หากมาดมกลิ่นจะ “เหม็นเปรี้ยว” ผิดกับเส้นที่ไม่ใส่สารกันบูดหากทิ้งไว้เพียงคืนเดียวเส้นก็ขึ้นราและบูด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;รู้อย่างนี้แล้วเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวครั้งต่อไป ก่อนกินก็อย่าลืมสังเกตด้วย จะได้อยู่กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยไปนานๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-5451481313808572555?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5451481313808572555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/5451481313808572555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/2.html' title='โซ้ย “ก๋วยเตี๋ยว” เสียวภัย 2 ต่อ! -   “คอก๋วยเตี๋ยว” ต้องใส่ใจป้องกัน - สารกันเสียในเส้นก๋วยเตี๋ยว'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1846000420723211872</id><published>2009-09-04T20:05:00.000-07:00</published><updated>2009-09-06T13:01:12.019-07:00</updated><title type='text'>ขอเชิญชาว ม.นเรศวร (พิษณุโลก) หรือท่านอื่นที่มีความประสงค์ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือ แม่นุช โพธิ์ศรี และ น้องน้ำ(ลูกชายเหยื่อกระสุนปริศนายิงเก็บแต้ม)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold; font-style: italic;"&gt;ข้อมูลจาก Mornor.com&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แม่นุช โพธิ์ศรี และ น้องน้ำ&lt;/span&gt;(ลูกชายเหยื่อกระสุนปริศนาที่ถูกยิงเก้บแต้ม) จนกลายเป็นอัมพาต ตอนนี้แม่นุชขาดที่อยู่อาศัย บ้านที่เช่าอยู่ก็ค้างค่าเช่าเป็นจำนวนมาก ขณะนี้มีผู้บริจาคที่ดิน แต่ขาดทุนทรัพย์ในการสร้างบ้าน จึงขออนุโมทนาบุญไปยังเพื่อนพ้องน้องพี่ ขอให้ผลบุญจนส่งเสริมให้ท่านเจริญรุ่งเรือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เรื่องจาก : หนังสือพิมร่มเสลา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แม่นุชแม่ใจเพชรผู้เฝ้ารอปาฎิหาริย์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;วันแม่ที่ผ่านมาคงเป็นวันพิเศษที่หลายๆคนมอบสิ่งดีๆให้กับคุณแม่ เวลายาวนาน9เดือนที่แม่อุ้มท้องเรามา กี่วันกี่เดือนกี่ปี ที่แม่ฟูมฟักจนเราเติบโตเป็นเราเช่นทุกวันนี้ คำว่าแม่จึงเป็นคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตทุกคน&lt;br /&gt;หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวจากรายการทีวี หรือจากหนังสือพิมพ์  ในกรณีที่มีการใช้ปืนยิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต เพื่อเป็นการเก็บแต้มและแข่งขันกันของกลุ่มวัยรุ่นกวนเมือง หลายคนที่ตกเป็นเยื่อ หลายครอบครัวที่ต้องสูญเสีย และเหยื่อหนึ่งในนั้นก็รวมถึงผู้หญิงตัวเล็ก แต่หัวใจยิ่งใหญ่อย่างแม่นุช แม่ผู้ต่อสู้เพื่อลูกชาย เหยื่อกระสุนปืนปริศนา&lt;br /&gt;&lt;p&gt;                  &lt;img style="width: 287px; height: 191px;" src="http://www.mornor.com/2009/forum/attachments/month_0909/20090903_87f2402310adc0c594cc3En63kQSrmbh.jpg" onload="attachimg(this, 'load')" onmouseover="attachimg(this, 'mouseover')" onclick="zoom(this, 'attachments/month_0909/20090903_87f2402310adc0c594cc3En63kQSrmbh.jpg')" alt="Copy of IMG_8048.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 129px; height: 191px;" src="http://www.mornor.com/2009/forum/attachments/month_0909/20090903_3061abdc6d2b48403637fTU0nx7tk5gi.jpg" onload="attachimg(this, 'load')" onmouseover="attachimg(this, 'mouseover')" onclick="zoom(this, 'attachments/month_0909/20090903_3061abdc6d2b48403637fTU0nx7tk5gi.jpg')" alt="Copy of IMG_8056.jpg" /&gt;                &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;นางนุช โพธิ์ศรี หรือแม่นุช เล่าให้ฟังว่า มีบุตรชายจำนวน 2 คน คือ นายวีรจิต ศรีรักษ์ หรือน้องน้ำลูกชายคนโต อายุ20ปี และ ด.ช.ภัทรพล แม่สองเจริญศรี หรือน้องบาซู อายุ 10 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนวัดจันทร์ตะวันออก แม่นุชเลี้ยงลูกทั้งสองมาโดยลำพังเพราะได้หย่าร้างกับสามีมาได้ 6 ปีแล้ว จากการต้องเลี้ยงลูกทั้งสองโดยลำพัง ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย น้องน้ำจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อและเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพตั้งแต่จบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6  เพื่อหาค่าใช้จ่ายช่วยผู้เป็นแม่อีกแรงหนึ่ง โดยได้ทำงานเป็นช่างทาสีจนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วน้องน้ำโดนโกงค่าแรงถึง 7000 บาท ด้วยความท้อแท้และเหนื่อยหน่าย จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน และได้เข้าทำงานเป็นทหารยาม อยู่ภายในกองบิน 46 ทำงานอยู่ได้ประมาณ 20 วันเศษ จนเมื่อกลางดึกวันที่ 25 มิ.ย.2551 น้องน้ำขับรถจักรยานยนต์กลับจากทำงาน ขับมาถึงบริเวณโรงเรียนอาชีวศึกษา ถ.วังจันทน์ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก ได้ถูกวัยรุ่น ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบด้านหลัง ก่อนใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณท้ายทอย        &lt;br /&gt;ผลจากการถูกยิงโดยปืนลูกซองสั้นในระยะประชิด ทำให้กระสุนฝังในตัวน้องน้ำถึง18 เม็ดโดยแพทย์ระบุว่ากระสุนตัดเส้นประสาทไขสันหลังและกระสุนได้ไหลลงไปใน กระดูกสันหลังจนทำให้พิการเป็นอัมพาต กระสุนทั้งหมดถูกผ่าออกเพียงเม็ดเดียว เนื่องจากแพทย์วินิจฉัยว่า หากผ่าตัดอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต จึงไม่เสี่ยงผ่าเอากระสุนออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรู้ว่าลูกชายต้องเป็นอัมพาตตลอดชีวิต หัวใจของผู้เป็นแม่แทบแตกสลาย เป็นสิ่งที่ยากเหลือเกินที่ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอจะแบกรับไหว เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ยากยิ่งกว่าที่เธอต้องทำคือ จะบอกลูกยังไงให้ลูกรับกับสภาพที่เกิดขึ้น แม่นุชเล่าให้ฟังว่าหลังจากคืนนั้นก็บอกลูกทันทีว่า หนูต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอดชีวิต หนูต้องเข้มแข็ง หนูต้องรับสภาพให้ได้ และเป็นสิ่งที่ยากอีกเช่นกันที่เด็กหนุ่มอายุยังน้อยอย่างน้องน้ำจะยอมรับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาอย่างกะทันหันได้ น้องน้ำไม่ยอมกินข้าวกินปลาอยู่ร่วมเดือนจนร่างกายผ่ายผอม แต่สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เพราะเขาจะยอมแพ้ได้อย่างไร ในเมื่อผู้เป็นแม่ยังยืนสู้อยู่เคียงข้างเขาทั้งที่ใบหน้ายังเต็มไปด้วยคราบ น้ำตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5 เดือนที่น้องน้ำ ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล กับความคืบหน้าของการติดตามคนร้ายที่ ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าเก็บแต้มของกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนอง&lt;br /&gt;&lt;dl class="t_attachlist"&gt;&lt;dd&gt;             &lt;p&gt;                  &lt;img style="width: 126px; height: 188px;" src="http://www.mornor.com/2009/forum/attachments/month_0909/20090903_3c337d182797093deb8fI8e0p25QXOjb.jpg" onload="attachimg(this, 'load')" onmouseover="attachimg(this, 'mouseover')" onclick="zoom(this, 'attachments/month_0909/20090903_3c337d182797093deb8fI8e0p25QXOjb.jpg')" alt="Copy of IMG_8062.jpg" /&gt;&lt;img style="width: 281px; height: 187px;" alt="http://www.mornor.com/2009/forum/attachments/month_0909/20090903_d5461f196bfa7a85efffYrWxW1k7ikMd.jpg" src="http://www.mornor.com/2009/forum/attachments/month_0909/20090903_d5461f196bfa7a85efffYrWxW1k7ikMd.jpg" /&gt;                &lt;/p&gt;       &lt;/dd&gt;&lt;/dl&gt;&lt;br /&gt;ไร้ วี่แววของคนร้าย คดีไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด   แม่นุชบอกว่า เป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด ต้องอยู่คอยดูแลลูกตลอดจนไม่ได้ทำงาน เงินทองก็หมดไป ทาง รพ. สงสาร จึงไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อมาหลังจากที่ออกจาก รพ. มาอยู่ที่บ้าน แม่ก็ต้องดูแลน้องน้ำ โดยมีลูกชายน้องบาซูช่วยเหลือบ้างเพราะต้องไปโรงเรียน บางวันถ้าแม่ไม่สบายเพราะมีโรคประจำตัว ลูกชายคนเล็กก็ต้องหยุดเรียนเพื่อดูแลพี่ชาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังออกจากโรงพยาบาล ก็กลับมาอาศัยที่บ้านเช่ามีครั้งหนึ่งเจ้าของบ้านถามว่า เมื่อไหร่จะย้ายออกจากบ้าน เค้าเห็นสภาพน้องน้ำแล้วเค้ากินข้าวไม่ลง  เนื่องจากต้องนอนนิ่งๆอยู่บนที่ นอนตลอดเวลา  จึงทำให้เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลกดทับ  ในบางครั้งทั้งสามขัดสน เงินทอง ไม่มีเงินซื้ออาหาร ต้องอดข้าวนานเป็นสัปดาห์ โดยดื่มแต่น้ำเพียงอย่างเดียว แม่นุชจึงต้องไปหางานทำเพราะขาดรายได้เป็นเวลานานทำงานในร้านรับซื้อของเก่า โดยต้องออกไปทำงานตอน8โมงเช้า ตอนเที่ยงก็แวะมาป้อนข้าวและดูแลลูก ช่วงบ่ายกลับเข้าทำงาน และเลิกงานประมาณหนึ่งทุ่ม วันหนึ่งมีงูเหลือมขึ้นบ้าน น้องน้ำได้แต่นอนตัวแข็ง ไม่สามารถหนีไปไหนได้ ต้องปล่อยให้งูเหลือมตัวใหญ่ๆ เลื้อยผ่านตัวไปมา และเลียแผลไปเรื่อยๆ จนแม่กลับมาเห็น และพาไป โรงพยาบาล ตอนนั้นแผลติดเชื้อจากงู แต่หมอก็ไม่รู้ว่าเป็นเชื้ออะไร ค่าใช้จ่ายในการรักษาในครั้งนั้นสูงถึง 17,000 บาท ซึ่งมีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามเป็นผู้จ่ายค่ารักษาให้ ซึ่งในครั้งนั้นแม่นุชเชื่อว่าคนที่ช่วยเหลือเธอน่าจะเป็นหมออุ (คุณอุทุมพร  มาลัยทอง พยาบาลวิชาชีพหัวหน้าหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย) ซึ่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตลอดเวลาที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากออกจากโรงพยาบาลรอบที่สอง สามแม่ลูกก็ต้องพบกับปัญหาใหญ่ เนื่องจากค้างค่าเช่าบ้านหลายเดือน จึงต้องย้ายออกจากบ้านเช่า สามชีวิตต้องเคว้งคว้างไร้ที่อยู่อาศัย แต่โชคยังเข้าข้าง เมื่อคุณประนอม ทิวะพันธุ์  นายกอบต.วัดจันทร์  คุณนิรันดร์ คล้ายแก้ว  รองนายก อบต. ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยช่วยเรื่องที่พักอาศัยและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันบางส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากย้ายเข้ามาอยูบ้านหลังใหม่แม่นุชจึงได้เปลี่ยนอาชีพมาเป็นงานที่ สามารถนำกลับมาทำที่บ้านได้เนื่องจากจะได้มีเวลาดูแลน้องน้ำอย่างเต็มที่ รายได้หลักของครอบครัวจึงเป็นรายได้จากการรับทำดอกไม้จันท์ที่สามารถทำที่ บ้านได้ เดือนละประมาณ 400 บาท และรายได้สำหรับคนพิการ เดือนละ 500 บาท รวมแล้วก็แค่ 900 บาท บางครั้งก็มีผู้มีจิตเมตตาส่งเงินมาช่วยเหลือมาบ้าง แต่ก็ไม่ทุกเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าหนึ่งปีแล้วกับการต่อสู้กับความยากลำบาก แม่นุชบอกว่าไม่เคยแค้นคนที่ทำกับน้องน้ำเพียงแต่อยากให้คนกระทำผิดออก มารับผิดชอบหรือสำนึกในการกระทำของเขาบ้าง อยากถามเขาว่าทำไมต้องมาทำร้ายคนที่บริสุทธิ์ด้วย อยากถามแม่ของคนร้ายว่าถ้าหากเป็นลูกของตัวเองถูกทำร้ายบ้างจะรู้สึกอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การต่อสู้กับความจนและขัดสนที่กินเวลาข้ามปี แม้จะลำบากเพียงใดผู้เป็นแม่ก็ไม่เคยปริปากบ่นให้ลูกได้ยินแม้แต่คำเดียว กลับกันเธอกลับเข้มแข็งเพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นเป็นกำลังใจที่ดีแก่ลูก แม่นุชยอมรับว่าเธอเคยท้อถึงขั้นที่คิดกินยาฆ่าตัวตาย แต่มีชาวบ้านในละแวกนั้นมาช่วยไว้ทัน แต่ทุกวันนี้แม้จะท้อแค่ไหน แต่แม่นุชก็พร้อมจะสู้เคียงข้างลูก แม่นุชบอกว่าหากวันใดเธอหมดลมหายใจก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกสองคนจะดำเนิน ชีวิตต่อไปได้อย่างไร เธอได้แต่หวังว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นกับเธอและลูกสักครั้ง วันที่ลูกหายเป็นปกติจะเป็นวันที่เธอยิ้มได้อย่างมีความสุขที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถนำมาเปรียบกับพระคุณของแม่ที่มีต่อลูกได้ แต่หากจะให้เปรียบแม่นุช จิตใจของเธอคงเปรียบได้เหมือนเพชร ที่แข่งแกร่งที่สุด สวยงามที่สุด และมีคุณค่าในจิตใจของลูกมากที่สุด คำว่าปาฏิหาริย์อาจจะยาวนานเกินกว่าที่บางคนรอคอย แต่สำหรับแม่นุชไม่ว่าจะเนิ่นนานเพียงใด เธอยังคงรอ  รอตราบเท่าที่ลมหายใจของเธอยังคงมีอยู่ ความยากลำบากอาจกัดกร่อนจิตใจของแม่นุชให้รู้สึกท้อในบางเวลา แต่ในความลำบากและความท้อแท้นั้น กลับทำให้ปรากฎชัดว่าความรักที่เธอมีต่อลูกชายทั้งสองนั้นยิ่งใหญ่เพียง ใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(51, 0, 153);"&gt; .........หวังว่าความรักที่บริสุทธิ์ที่แม่นุชมีต่อลูกจะทำให้ ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริง....................&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สำหรับท่านที่ต้องการส่งธารน้ำใจไปสู่ครอบครัวของแม่นุช &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สามารถบริจาคโดยโอนเงิน ไปยังบัญชี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(51, 102, 255);"&gt;คุณนุช โพธิ์ศรี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ธนาคารทหารไทย&lt;/span&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สาขาโคกมะตูม เลขบัญชี 496- 2-15559-6&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เบอร์โทรศัพท์&lt;/span&gt; 086-9372598&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(51, 102, 255);"&gt;หรือ&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255);"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(51, 102, 255);"&gt;บริจาคผ่านหนังสือพิมพ์ร่มเสลา มหาวิทยาลัยนเรศวร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;E-mail: &lt;/span&gt;c70_kitty@hotmail.com&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Hi5 :&lt;/span&gt; rom-sa-lao.hi5.com&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หรือติดต่อเบอร์โทร&lt;/span&gt; 089-8902982&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3843660122969642971-1846000420723211872?l=judfun.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1846000420723211872'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3843660122969642971/posts/default/1846000420723211872'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://judfun.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='ขอเชิญชาว ม.นเรศวร (พิษณุโลก) หรือท่านอื่นที่มีความประสงค์ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือ แม่นุช โพธิ์ศรี และ น้องน้ำ(ลูกชายเหยื่อกระสุนปริศนายิงเก็บแต้ม)'/><author><name>CHALERMWAT WONGSUWAN</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_wA7ABeWvA5o/STfa3iXDL8I/AAAAAAAAAX8/N1DZDMyVDPs/S220/dentis.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3843660122969642971.post-1824240546941448997</id><published>2009-08-27T20:08:00.000-07:00</published><updated>2009-08-27T20:12:11.893-07:00</updated><title type='text'>ฟันห่างแก้ไขอย่างไร</title><content type='html'>การแก้ไขช่องว่าง ระหว่างฟันหรือฟันห่างที่บริเวณฟันหน้าซึ่งเป็นบริเวณที่ต้องการความสวยงาม นอกจากการจัดฟันแล้วยังมีอีกหลายวิธีได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;1.การอุดปิดช่องว่างโดยตรง (Direct resin composite restoration)&lt;/span&gt; เป็นวิธีที่สะดวก สามารถแก้ไขช่องว่างที่มีขนาดไม่กว้าง ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องการเปลี่ยนรูปร่างและสีของฟันมากนัก โดยทั่วไปสามารถทำให้เสร็จ
